Connect with us

ข่าว

เอ็มเทค สวทช. จับมือ ศิริราช ทดสอบทางคลินิกนวัตกรรมกระดูก OSSICURE Bone Graft

Published

on

เอ็มเทค สวทช. และ ศิริราช ร่วมมือทดสอบทางคลินิก OSSICURE Bone Graft นวัตกรรมทดแทนกระดูกสำหรับการผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนเอว เพิ่มทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ลงนามสัญญาทดสอบทางคลินิก OSSICURE Bone Graft นวัตกรรมทดแทนกระดูกสำหรับการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังส่วนเอว โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล และ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานร่วมในพิธีลงนาม ณ ห้องประชุมสิรินธร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568

การทดสอบทางคลินิกครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลและความปลอดภัยของ OSSICURE Bone Graft กับผลิตภัณฑ์อ้างอิง Infuse Bone Graft ในการเชื่อมข้อกระดูกสันหลังส่วนเอว ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยแก้ไขปัญหาโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประชากรโลกกว่า 403 ล้านคน โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีผู้ป่วยมากถึง 104 ล้านคน ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “OSSICURE Bone Graft เป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์นี้สามารถใช้ทดแทนกระดูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการศึกษาในห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง พบว่ามีความปลอดภัย”

OSSICURE Bone Graft พัฒนาโดย เอ็มเทค สวทช. เป็น นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ฝังใน ที่ช่วยลดการใช้กระดูกของผู้ป่วยเอง เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวว่า “พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการทำงานของคนไทยส่งผลให้ปัญหากระดูกสันหลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่ความจำเป็นในการรักษาด้วยการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง”

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ของไทย โดย ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. มุ่งเน้นการพัฒนางานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญ” โดยโครงการทดสอบทางคลินิกนี้จะใช้ระยะเวลา 3 ปี เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศ

Advertisement
Continue Reading
Advertisement