ข่าว
ศาลแพ่งสั่งยึดอายัดทรัพย์เพิ่มคดีแตงไทย-ยิม เลียก-เบน สมิธ กว่า 8,165 ล้านบาท รวมยอดทะลุ 2 หมื่นล้าน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวเพิ่มเติมในรายคดีนางสาวแตงไทยฯ กรณี “ยิม เลียก” (Yim Leak) , “เบน สมิธ” (SMITH BEN) กับพวก คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินที่ดำเนินการเพิ่มเติมประมาณ 8,165 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดรวมมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในคดีนี้ที่ถูกยึดและอายัดไว้ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง มีมูลค่ารวมแล้วกว่า 20,288 ล้านบาท
คดีดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ศาลแพ่งได้รับคดีรายนางสาวแตงไทยฯ กรณี กรณี “ยิม เลียก” , “เบน สมิธ” กับพวก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ 31/2569 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 โดยในครั้งแรกมีทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งมูลค่าประมาณ 12,123 ล้านบาท ต่อมาทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ สำนักงาน ปปง. (Anti-Money Laundering Office หรือ AMLO) ได้แถลงความคืบหน้าการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินในคดีดังกล่าวเพิ่มเติม
ทั้งนี้ คณะกรรมการธุรกรรมในการประชุมครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 มีมติให้เลขาธิการ ปปง. ส่งทรัพย์สินรายคดีดังกล่าว ให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพิ่มเติม มูลค่าประมาณ 8,165 ล้านบาท ล่าสุดศาลแพ่งได้รับเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ 122/2569 และมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินส่วนเพิ่มเติมนี้ไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
สำหรับทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราวเพิ่มเติมในครั้งนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 35 รายการ ประกอบไปด้วยทรัพย์สินหลายประเภท เช่น รถยนต์ เรือ สิทธิเรียกร้องในสัญญากู้ยืมเงิน เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ตลอดจนเงินและหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์
ฐานความผิดในรายคดีนางสาวแตงไทยฯ และพวกนั้น เป็นความผิดมูลฐานที่เกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งในขณะนี้ทางสำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อเตรียมประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อแจ้งให้ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานรายคดีนี้ เข้ายื่นคำร้องพร้อมหลักฐานแสดงรายละเอียดแห่งความเสียหาย
การเปิดให้ยื่นคำร้องดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อนำหลักฐานมาประกอบการพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่ง ให้มีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่ดำเนินการยึดอายัดไว้ ไปดำเนินการคืนหรือชดใช้คืนให้กับผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในลำดับต่อไป
