ข่าว
ซีเมนส์เผยผลสำรวจชี้เทคโนโลยีคือกุญแจขับเคลื่อนความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าและการลดคาร์บอนทั่วโลก
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ซีเมนส์ (Siemens) เผยรายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งจัดทำขึ้นจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน จากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก พบว่าความเสถียรและมั่นคงในการจัดหาพลังงาน (Resilient Energy Supply) ได้กลายเป็นนโยบายเร่งด่วนอันดับหนึ่งของรัฐบาลทั่วโลก แซงหน้าการขยายพลังงานหมุนเวียนที่เคยอยู่อันดับหนึ่งในปี 2566 ควบคู่ไปกับเป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่เม็ดเงินลงทุนในพลังงานสะอาดทั่วโลกปี 2568 จากรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) มีมูลค่าสูงถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าพลังงานฟอสซิลถึง 2 เท่า
สำหรับประเทศไทย นโยบายผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค เช่น การส่งเสริมการลงทุนกิจการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ส่งผลให้ความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมากและต้องการระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียรสูง ประกอบกับการปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ได้กระตุ้นการใช้พลังงานสะอาดและการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอย่างแพร่หลาย นำมาซึ่งความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านจากระบบพลังงานไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ (Centralized Energy) ไปสู่การผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy) ที่มีความผันผวนสูง การเปลี่ยนผ่านนี้จึงต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับความซับซ้อนของระบบ
ความท้าทายหลักของระบบโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันคือ การมองเห็นข้อมูลที่จำกัด (Limited Visibility) ในระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงดันต่ำที่จ่ายเข้าสู่บ้านเรือนและโรงงานขนาดเล็ก ซึ่งมักขาดการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและไม่มีการเชื่อมต่อแบบเรียลไทม์ ประกอบกับมีกิจกรรมใหม่ เช่น การจ่ายไฟย้อนกลับจากโซลาร์เซลล์ หรือการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า บริษัท Siemens จึงได้นำเสนอแนวคิด “Flip the Grid” หรือการปรับบริหารจัดการจากล่างขึ้นบน โดยผลสำรวจระบุว่า ผู้บริหารในภาคพลังงาน 74% เห็นตรงกันว่า โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ผู้ควบคุมสามารถมองเห็นข้อมูล จำลองสถานการณ์ และคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้าได้

นอกจากนี้ ในอนาคตที่ระบบมีความซับซ้อนมากขึ้น ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะบนการจัดการแบบอัตโนมัติ (Autonomous Grid) จะเข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้เอง เช่น โครงการนำร่องเขตการจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Autonomous Zones) ในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตเมืองใหม่ ที่สามารถสั่งเพิ่มการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อมีพลังงานหมุนเวียนล้นระบบ หรือเปลี่ยนเส้นทางการจ่ายไฟโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันสายส่งรับภาระเกิน รวมถึงการแยกพื้นที่ที่มีปัญหาและฟื้นฟูการจ่ายไฟได้เอง (Self-healing) ซึ่งผลสำรวจพบว่าผู้บริหาร 63% เชื่อว่าประโยชน์จากการใช้ระบบอัตโนมัติคุ้มค่าต่อการดำเนินงาน และ 62% มองว่าภูมิภาคของตนพร้อมนำระบบนี้มาใช้งานแล้ว
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารกว่า 61% มองว่าข้อจำกัดด้านกฎระเบียบในปัจจุบันเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากมักเอื้อให้เกิดการลงทุนในสินทรัพย์ทางกายภาพมากกว่าการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ ทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้อย่างจำกัด โดยในระยะต่อไปผู้บริหาร 62% เห็นว่าระบบพลังงานควรบริหารจัดการในรูปแบบระบบพลังงานดิจิทัลแบบบูรณาการ (System of Systems) ที่เชื่อมโยงระบบย่อยทั้งไฟฟ้า ก๊าซ และไฮโดรเจนเข้าด้วยกันผ่านโปรโตคอลข้อมูลและ Standardized APIs เพื่อให้ต่างแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้แบบเรียลไทม์
ทิศทางของระบบพลังงานโลกกำลังมุ่งสู่ยุทธศาสตร์ 3D ได้แก่ การกระจายศูนย์ (Decentralized) การเปิดให้ทุกภาคส่วนมีบทบาท (Democratized) และการขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล (Digital) ความท้าทายในปัจจุบันจึงเป็นการบูรณาการเทคโนโลยี ข้อมูล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กฎระเบียบที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องวางรากฐานระบบพลังงานไฟฟ้าที่ชาญฉลาดและยืดหยุ่น เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดในระยะยาว
บทความนี้อ้างอิงจากรายงาน Smarter Grids, Smarter Decisions ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025
