Connect with us

ข่าว

สภาผู้บริโภคจี้รัฐเลิกเกรงใจแพลตฟอร์ม ชี้บทลงโทษไทยอ่อนด้อยกว่าสิงคโปร์ทำภัยออนไลน์พุ่ง

Published

on

สภาผู้บริโภคจี้รัฐแก้กฎหมายคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล หลังพบสิงคโปร์ปรับหนัก 27 ล้านบาท ทำคดีหลอกลวงลด 80% ขณะที่ไทยปรับแค่แสนเดียว ไม่มีอำนาจสั่งลบบัญชีปลอม

สำนักข่าวบริคอินโฟ – สภาองค์กรของผู้บริโภคเปิดเผยข้อมูลเปรียบเทียบการปราบปรามมิจฉาชีพบนโลกออนไลน์ระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ พบความแตกต่างของมาตรการทางกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ โดยสิงคโปร์มีการใช้กฎหมายสั่งปรับแพลตฟอร์มที่ปล่อยให้มีโฆษณาหลอกลวงและบัญชีปลอมด้วยโทษสูงสุดถึง 27 ล้านบาท ส่งผลให้สถิติภัยออนไลน์ลดลงถึง 80% ขณะที่ประเทศไทยยังคงติดหล่มกฎหมายที่มีช่องโหว่ ทำได้เพียงสั่งปรับไม่เกิน 100,000 บาท และไม่มีอำนาจสั่งลบเนื้อหาได้โดยตรง ทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับความเสี่ยงและความเสียหายเพียงลำพัง

จากการตรวจสอบขอบ สภาองค์กรของผู้บริโภค พบข้อมูลว่า ในปี 2566 แพลตฟอร์มในเครือ เมตา (Meta) ทั้ง เฟซบุ๊ก (Facebook), วอทซ์แอป (WhatsApp) และ อินสตาแกรม (Instagram) ในสิงคโปร์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงกว่า 50% ของคดีทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 7,129 ล้านบาท รัฐบาลสิงคโปร์จึงบังคับใช้กฎหมาย Online Criminal Harms Act (OCHA) ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้แพลตฟอร์มดิจิทัลลบบัญชี บล็อกเว็บไซต์ หรือระงับแอปพลิเคชันที่ต้องสงสัยว่าเป็นช่องทางอาชญากรรมได้ทันที

กฎหมายดังกล่าวส่งผลให้แพลตฟอร์มต้องปรับตัวอย่างหนัก โดยเฉพาะมาตรการยืนยันตัวตนผู้ขายและผู้ลงโฆษณาใน คารูเซลล์ (Carousell) และ เฟซบุ๊ก (Facebook) รวมถึงการสั่งให้แพลตฟอร์มส่งข้อความอย่าง เทเลแกรม (Telegram) และ วีแชท (WeChat) ต้องรายงานการตรวจจับบัญชีปลอมต่อรัฐเป็นประจำ หากฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุดถึง 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 27 ล้านบาท ซึ่งข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ACSC ระบุว่าหลังจากบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น ความเสียหายที่มีต้นตอจากเฟซบุ๊กในสิงคโปร์ลดลงได้ถึง 80%

เมื่อหันมามองสถานการณ์ในประเทศไทย พบว่ามีความรุนแรงยิ่งกว่า โดย ACSC ระบุว่าผู้เสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ในไทยกว่า 60-70% มีจุดเริ่มต้นมาจาก เฟซบุ๊ก (Facebook) แต่กฎหมายที่มีอยู่อย่างพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ กฎหมาย DPS ภายใต้การดูแลของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กลับเน้นไปที่การแจ้งข้อมูลการประกอบธุรกิจและช่องทางการร้องเรียนเท่านั้น ไม่ได้กำหนดความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และไม่มีกลไกให้อำนาจรัฐสั่งลบเนื้อหาได้ในทันที

แม้ปัจจุบันจะมีความร่วมมือระหว่างศูนย์ ACSC กับแพลตฟอร์มอย่าง ติ๊กต๊อก (TikTok), เมตา (Meta) และ กูเกิลเพลย์สโตร์ (Google Play Store) ในการปิดกั้นลิงก์ปลอมหรือแอปพลิเคชันอันตราย แต่สภาผู้บริโภคมองว่านั่นเป็นเพียงความร่วมมือโดยสมัครใจ ซึ่งไม่มีหลักประกันความยั่งยืนในอนาคต หากไม่มีกฎหมายบังคับที่ชัดเจน แพลตฟอร์มข้ามชาติที่สร้างกำไรมหาศาลจากผู้ใช้ในไทยก็อาจไม่ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาอย่างจริงจัง

Advertisement

สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลไทยเร่งยกระดับกฎหมายใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ ให้อำนาจรัฐสั่งแพลตฟอร์มดำเนินการเชิงรุกเมื่อพบภัยออนไลน์ ปรับบทลงโทษให้สูงสอดคล้องกับรายได้ของแพลตฟอร์ม และกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ของตนเอง เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคต้องรับกรรมจากการแสวงหาผลประโยชน์ของมิจฉาชีพและแพลตฟอร์มที่ไม่รับผิดชอบ

Continue Reading
Advertisement