ข่าว
ญี่ปุ่นขึ้นภาษีขาออก 3 เท่า เริ่มเก็บนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น 3,000 เยน หวังระดมทุนแก้ปัญหา Overtourism
สำนักข่าวบริคอินโฟ – รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศปรับขึ้นภาษีขาออก หรือ Departure Tax อย่างเป็นทางการ โดยเพิ่มขึ้น 3 เท่าจากอัตราเดิม 1,000 เยน (ประมาณ 220 บาท) เป็น 3,000 เยน (ประมาณ 660 บาท) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารทุกคนที่เดินทางออกจากประเทศญี่ปุ่น ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวญี่ปุ่น โดยรัฐบาลระบุว่าความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มีความจำเป็น เพื่อนำรายได้ไปจัดทำโครงการบรรเทาปัญหาการท่องเที่ยวล้นเมือง หรือ Overtourism ที่กำลังส่งผลกระทบต่อสถานที่ท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศ
สำหรับการจัดเก็บภาษีท่องเที่ยวในระบบใหม่นี้ จะถูกรวมเข้าไปในราคาตั๋วเครื่องบินและตั๋วเรือโดยสารโดยอัตโนมัติ ซึ่งทางสายการบินและบริษัทผู้ให้บริการขนส่งจะเป็นผู้เรียกเก็บจากผู้โดยสารตอนซื้อตั๋วเพื่อนำส่งให้แก่ทางรัฐบาล
ทั้งนี้ การปรับขึ้นอัตราภาษีจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่จองและออกตั๋วเดินทางก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม แม้ว่าจะมีกำหนดการเดินทางออกจากญี่ปุ่นหลังจากวันดังกล่าวก็ตาม โดยผู้โดยสารกลุ่มนี้จะยังคงชำระในอัตราเดิมคือ 1,000 เยน (ประมาณ 220 บาท) ส่วนผู้โดยสารที่จะได้รับข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีนี้ มีเพียงผู้โดยสารที่เดินทางมาเปลี่ยนเครื่อง (Transit) ที่พำนักอยู่ในประเทศญี่ปุ่นไม่เกิน 24 ชั่วโมง และเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปีเท่านั้น
ทางด้านรัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้เหตุผลว่า เม็ดเงินภาษีที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปใช้ในโครงการต่าง ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะความพยายามในการกระจายนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางไปยังเมืองรอง หรือพื้นที่ที่ยังไม่เป็นที่นิยมมากนักเพื่อลดความหนาแน่น อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้เกิดขึ้นในวันเดียวกันกับที่รัฐบาลตัดสินใจปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 400
อย่างไรก็ตาม มาตรการเก็บภาษีขาออกที่เพิ่มขึ้นนี้ กำลังเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากคนท้องถิ่น เนื่องจากภาษีดังกล่าวไม่ได้เรียกเก็บเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่รวมถึงชาวญี่ปุ่นและผู้พำนักถาวรในประเทศด้วย ซึ่งในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ราคาสินค้าและค่าครองชีพในประเทศญี่ปุ่นกำลังปรับตัวสูงขึ้น การผลักภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนท้องถิ่นร่วมแบกรับเพื่อนำไปสมทบทุนจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค ซึ่งมักเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชน จึงถูกมองว่าเป็นแนวทางที่ไม่สมเหตุสมผลและไม่เป็นธรรมต่อคนในประเทศที่ไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากผลกำไรเหล่านั้น
