Connect with us

ข่าว

อีคอมเมิร์ซอาเซียนจ่อพุ่ง 9.3 ล้านล้าน ทูซีทูพีแนะ SME ปรับตัวรับดิจิทัลเพย์เมนต์

Published

on

นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom)

สำนักข่าวบริคอินโฟ – รายงานฉบับล่าสุดจาก ไอดีซี (IDC) ภายใต้หัวข้อ How Southeast Asia Buys and Pays 2026: Unlocking SMEs’ Potential ระบุว่าตลาด อีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะสูงถึง 9.38 ล้านล้านบาท ภายในปี 2572 ซึ่งจะส่งผลให้อาเซียนกลายเป็นตลาดที่เติบโตเร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเปลี่ยนผ่านสู่ การชำระเงินดิจิทัล (Digital Payment) ที่จะครองสัดส่วนถึง 97% ของธุรกรรมทั้งหมด ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SME) จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 58% ในอนาคตอันใกล้

ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการชำระเงินระดับภูมิภาค ชี้ให้เห็นว่าระบบการชำระเงินภายในประเทศ (Domestic Payments) และ กระเป๋าเงินดิจิทัล (Mobile Wallet) กำลังเติบโตแซงหน้าบัตรเครดิตและบัตรเดบิต โดยเฉพาะในตลาดประเทศไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ทั้งนี้บริการ ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later – BNPL) ถูกคาดการณ์ว่าเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดด้วยอัตราสูงถึง 174% เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ในภูมิภาคกว่า 56% ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินรูปแบบเดิมหรือบัตรเครดิตได้ ระบบดิจิทัลเพย์เมนต์จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางการเงินนี้อย่างมีนัยสำคัญ

นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) เปิดเผยว่า “ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรองรับพฤติกรรมการชำระเงินที่มีความซับซ้อนและแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการสร้าง GDP มากกว่า 50% และการจ้างงานที่สูงถึง 64.6% ของกำลังแรงงานทั้งหมด แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่ยืดหยุ่นและปลอดภัยจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน”

สำหรับการศึกษาในกลุ่ม เอสเอ็มอีไทย (Thai SME) พบว่าผู้ประกอบการตื่นตัวกับการใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลเพื่อรองรับการค้าข้ามพรมแดนและการท่องเที่ยว โดยให้ความสำคัญกับการขยายตลาดและพัฒนาโซลูชันการชำระเงินสูงถึง 31% อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคสำคัญที่ต้องเผชิญคือเรื่อง ค่าธรรมเนียม ที่อยู่ในระดับสูงถึง 36% รวมถึงความกังวลเรื่องการฉ้อโกงและการเชื่อมต่อระบบที่ซับซ้อน ซึ่งหากสามารถปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้และเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนได้มากขึ้น คาดว่าจะสร้างมูลค่าการขายเพิ่มขึ้นได้ถึง 6.73 แสนล้านบาทภายในปี 2572

Advertisement

นายวรฉัตร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความซับซ้อนของระบบการชำระเงินในแต่ละประเทศยังถือเป็นอีกประเด็นหลักที่กำลังกลายเป็นความท้าทายสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายการเติบโตในระดับภูมิภาค ซึ่งภาคธุรกิจต้องการโซลูชันที่จะเข้ามาช่วยให้การบริหารจัดการเงินง่ายขึ้น รองรับรูปแบบการชำระเงินที่มีความหลากหลาย และเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ โดยปัจจุบันแพลตฟอร์มของเราสามารถทำให้ธุรกิจทุกขนาดเชื่อมต่อระบบผ่าน Single API เดียว เพื่อก้าวสู่การเติบโตในเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ”

Continue Reading
Advertisement