ข่าว
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ เตือนวิกฤต ช่องแคบฮอร์มุซ ทำน้ำมันสำรองโลกดิ่งเร็วเป็นประวัติการณ์
สำนักข่าวซินหัว พันธมิตรของ สำนักข่าวบริคอินโฟ รายงานว่า องค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA (International Energy Agency) ออกรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ ตลาดน้ำมันโลก ล่าสุด พบว่าการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยปริมาณ น้ำมันสำรองทั่วโลก ปรับตัวลดลงในอัตราที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ ท่ามกลางความกังวลเรื่องความผันผวนของราคาที่อาจพุ่งสูงขึ้นก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้พลังงานสูงสุดของปี
รายงานระบุว่า มาตรการจำกัดการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์อย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ ปริมาณน้ำมัน จากกลุ่มประเทศผู้ผลิตใน อ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) หายไปจากระบบสะสมแล้วกว่า 1,000 ล้านบาร์เรล โดยปัจจุบันมีน้ำมันดิบมากกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวันถูกระงับการส่งออก ซึ่งทาง องค์การพลังงานระหว่างประเทศ ถือว่านี่คือภาวะชะงักงันด้านอุปทานที่รุนแรงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การค้าพลังงานโลก
สำหรับกลไกการรับมือในปัจจุบัน กลุ่มประเทศผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ต่างเร่งนำ น้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในส่วนของรัฐบาลและเอกชนออกมาหมุนเวียนในตลาดเพื่อประคองสถานการณ์ แต่ข้อมูลการติดตามพบว่า ปริมาณน้ำมันคงคลังทั่วโลก ซึ่งรวมถึงน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางทะเล ลดลงไปแล้วรวมกว่า 250 ล้านบาร์เรลในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา สะท้อนถึงช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างความต้องการใช้และอุปทานที่สามารถจัดหาได้จริงในขณะนี้
ผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มขยายวงกว้าง โดยเฉพาะใน ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี (Petrochemical Industry) ที่ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบอย่างหนัก ขณะที่ภาคการบินแม้จะยังมีการฟื้นตัวไม่เต็มที่แต่ต้องเผชิญกับ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet Fuel) ที่พุ่งสูงขึ้นเกือบสามเท่าตัว นอกจากนี้ทาง IEA ยังประเมินว่าสภาวะราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ประกอบกับ แนวโน้มเศรษฐกิจโลก ที่อ่อนแอลง และการบังคับใช้มาตรการประหยัดพลังงานในหลายประเทศ จะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ตัวเลขการบริโภคน้ำมันทั่วโลกมีทิศทางลดลงในระยะถัดไป
