ข่าว
มท. เดินหน้า Solar Rooftop แบบ One Stop Service ลดค่าไฟภาคประชาชน ย้ำพลังงานสะอาดต้องไม่สร้างหนี้
สำนักข่าวบริคอินโฟ – รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดมุ่งเป้าลดภาระค่าครองชีพประชาชน โดยเตรียมเปิดตัวระบบบริการ One Stop Service สำหรับการติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ภายในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ เพื่ออำนวยความสะดวกแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุญาตจนถึงการประสานงานด้านสินเชื่อ โดยเน้นย้ำว่าการเข้าถึงพลังงานทางเลือกต้องมีความคุ้มค่าและไม่สร้างภาระหนี้สินให้แก่ครัวเรือนในระยะยาว
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้เข้ามอบนโยบายแก่ การไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA (Metropolitan Electricity Authority) เพื่อยกระดับระบบบริการพลังงานให้สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคครัวเรือนและธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเร่งด่วนที่ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น
สำหรับการจัดทำระบบบริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ หรือ One Stop Service ด้าน Solar Rooftop นั้น เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง การไฟฟ้านครหลวง (MEA) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA (Provincial Electricity Authority) เพื่อลดความยุ่งยากในกระบวนการติดตั้ง ประชาชนสามารถขอคำปรึกษา ยื่นเรื่องขออนุญาตเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า รวมถึงประสานงานบริการหลังการขายและแหล่งเงินทุนได้ในจุดเดียว ตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็ว
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและมาตรฐานของรัฐวิสาหกิจเป็นหลัก โดยมอบหมายให้ทั้ง MEA และ PEA เร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกถึงข้อดีของการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา พร้อมทั้งศึกษาแนวทางในการลดค่าติดตั้งเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างมากขึ้น โดยย้ำชัดว่า “พลังงานสะอาดต้องไม่เป็นภาระหรือสร้างหนี้ให้ประชาชน แต่ต้องเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้จริง คุ้มค่า และช่วยลดรายจ่ายระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม”
นอกจากแผนงานด้านพลังงานแสงอาทิตย์ รัฐบาลยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมืองอัจฉริยะผ่านโครงการ Smart Metro Grid และการติดตั้ง มิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) รวมถึงการขยายโครงข่าย สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) และโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน เพื่อเพิ่มความเสถียรของระบบไฟฟ้าและปรับปรุงทัศนียภาพของเมือง รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในอนาคต
“สิ่งที่ประชาชนจะได้รับ คือ การเข้าถึงพลังงานสะอาดที่สะดวกและคุ้มค่ามากขึ้น ลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตและรองรับวิถีชีวิตสมัยใหม่ ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาระบบพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าวทิ้งท้าย
