Connect with us

ข่าว

ต้นทุนใหม่แรงงานยุคดิจิทัล เมื่อ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานการทำงานที่ต้องจ่ายรายเดือน

Published

on

เจาะลึก AI Economy เมื่อปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นต้นทุนใหม่ของแรงงานยุคดิจิทัล พร้อมแนะวิธีบริหารจัดการ Subscription และความปลอดภัยไซเบอร์อย่างชาญฉลาด

สำนักข่าวบริคอินโฟ – แรงงานยุคใหม่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างต้นทุนการทำงาน จากเดิมที่เคยจ่ายเพียงค่าเดินทางหรือค่าอินเทอร์เน็ต ปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ยุค AI Economy ที่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ไม่ใช่เพียงของเล่นของสายเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ต้นทุนดิจิทัลก้อนใหม่” หรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่คนทำงานต้องแบกรับเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดแรงงานโลก

ข้อมูลจากการวิจัยโดย พีดับบลิวซี (PricewaterhouseCoopers – PwC) ประเมินว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจโลกสูงถึง 15.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 โดยมูลค่ามหาศาลนี้ไม่ได้เกิดจากการลดจำนวนแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) การตัดสินใจที่รวดเร็วขึ้น และการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค ทำให้ AI เริ่มถูกมองว่าเป็น Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลที่สำคัญไม่ต่างจากอินเทอร์เน็ตในอดีต

สำหรับประเทศไทย สัญญาณการเปลี่ยนผ่านนี้เริ่มชัดเจนขึ้น โดยข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ระบุว่ามูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยยังคงเติบโตต่อเนื่อง พฤติกรรมผู้บริโภคคุ้นเคยกับการใช้บริการแบบสมัครสมาชิก (Subscription) ทั้งในกลุ่มฟรีแลนซ์ (Freelance) กลุ่มครีเอเตอร์ (Creator Economy) และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่เริ่มใช้เครื่องมือ AI เพื่อลดระยะเวลาการทำงานและวิเคราะห์ข้อมูล ส่งผลให้หลายองค์กรเริ่มปรับเปลี่ยนงบประมาณจากค่าแรงไปสู่ค่าเทคโนโลยีมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ AI Economy ก็นำมาซึ่งต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ที่เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว จากการสมัครสมาชิกแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น ChatGPT Plus, Claude Pro, Midjourney, Gemini หรือ Notion AI ซึ่งเมื่อรวมกันอาจสูงถึงหลักหมื่นบาทต่อปี นอกจากต้นทุนด้านตัวเงินแล้ว ยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) จากระบบต่ออายุอัตโนมัติ และการถูกโจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิตผ่านเว็บไซต์ปลอมหรือ AI Scam ที่มีความแนบเนียนสูงขึ้น

Advertisement

ท่ามกลางความท้าทายนี้ สถาบันการเงินได้เริ่มปรับตัวเพื่อรองรับพฤติกรรมใหม่ ตัวอย่างเช่น บัตรเครดิตเคทีซี (KTC) ที่ส่ง บัตรเครดิตเคทีซี-ดิจิทัล (KTC Digital Credit Card) ออกสู่ตลาด โดยเน้นการเป็น Security Layer หรือชั้นป้องกันความเสี่ยงด้วยการไม่แสดงหมายเลขบัตรและรหัส CVV บนหน้าบัตรจริง แต่ให้เรียกดูผ่านแอปพลิเคชันแทน เพื่อรองรับการใช้จ่ายออนไลน์ที่ต้องผูกบัญชีกับแพลตฟอร์มต่างประเทศจำนวนมาก

ในโลกการทำงานยุคใหม่ ความสามารถในการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพอาจกลายเป็นปัจจัยหลักของรายได้และโอกาสทางอาชีพ คำถามสำคัญในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงการเข้าถึงเทคโนโลยี แต่คือการบริหารจัดการต้นทุนดิจิทัลเหล่านี้ให้มีความปลอดภัย คุ้มค่า และยั่งยืน เพื่อสร้างความได้เปรียบในเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ความปลอดภัยกลายเป็นต้นทุนพื้นฐานที่ทุกคนต้องคำนึงถึง

Advertisement
Continue Reading
Advertisement