การเมือง
ยศชนัน เดินหน้ารื้อกรอบงบ อว. ปี 70 ชู 4 มิติ ดันไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยนวัตกรรมและ AI
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ กระทรวง อว. แถลงวิสัยทัศน์การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มุ่งเป้าพลิกโฉมประเทศไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง วางโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวควบคู่กับการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน โดยเตรียมปรับเปลี่ยนสถาบันอุดมศึกษาให้เป็นศูนย์บ่มเพาะทางธุรกิจ พร้อมนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยตรวจสอบงานวิจัยเพื่อปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ ยืนยันพร้อมทำงานบูรณาการข้ามกระทรวงเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่ยุคใหม่
ศ.ดร.ยศชนัน เผยถึงภาพรวมในการขับเคลื่อนนวัตกรรมว่า กระทรวง อว. ได้แบ่งโครงสร้างกรอบงบประมาณออกเป็น 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย ระบบนิเวศทางด้านนวัตกรรม นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจ นวัตกรรมเพื่อสังคม และการพัฒนามหาวิทยาลัยให้ดีขึ้น โดยจะบริหารจัดการผ่าน 2 กองทุนสำคัญคือ กองทุนอุดมศึกษา และกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ กองทุน ววน. ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้จะเดินหน้าตามกลไกของคณะกรรมาธิการเพื่อแปรญัตติต่อไป โดยตั้งเป้าหมายที่จะใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแกนหลักในการยกระดับรายได้ของประชาชน
สำหรับการยกระดับทางเศรษฐกิจ กระทรวง อว. ได้จับมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กรอ. เพื่อดึงดูดการลงทุนและผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) รวมถึงการสร้างทุนมนุษย์ผ่านการ Reskill และ Upskill ตลอดจนการผลักดันให้สถาบันอุดมศึกษาจัดตั้ง Holding Company เพื่อนำงานวิจัยไทยไปต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ และดึงดูดภาคเอกชนให้มาร่วมลงทุนโดยลดความเสี่ยง นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศในโครงการ Tech Diplomacy หรือการทูตเชิงเทคโนโลยี เพื่อดึงบุคลากรศักยภาพสูงจากทั่วโลกเข้ามาทำงานในประเทศ
“วันนี้ความจริงแล้วเดินเข้ามา 1 วัน เขาก็ถือว่าเป็นนักเรียนเรา การทำให้มหาวิทยาลัยเป็นแพลตฟอร์มของโอกาส ก็คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์บ่มเพาะ”
ในส่วนของกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน คือ เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมที่เน้นการเพิ่มผลิตภาพ รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่เน้นการเกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมมูลค่าสูง และการบริการขั้นสูง โดยประสานความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และใช้กลไกของ อว. ส่วนหน้า เพื่อเร่งรัดการจดสิทธิบัตรนานาชาติ หรือ PCT ให้รวดเร็วและสร้างมูลค่าได้มากขึ้น
“ทำไมเราไม่ดึงนักวิจัยเก่งๆ ที่อยู่ต่างประเทศ ทำไมเราไม่ใช้ความสามารถของคนต่างประเทศที่เขาอยากจะมาแก้ปัญหาในประเทศไทย”
ทางด้านมิติสังคมและความมั่นคง กระทรวง อว. ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้ทุนวิจัยจากเดิมที่เป็นระบบไซโลแยกส่วน มาเป็นระบบมุ่งเป้า หรือ Mission-oriented เพื่อให้เกิดการต่อยอดที่ครบวงจร พร้อมกันนี้ยังเตรียมรับมือกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชันด้วยการนำระบบ Open Data และระบบฐานข้อมูลงานวิจัยแห่งชาติ หรือ NRIIS มาบูรณาการร่วมกับเทคโนโลยี AI พัฒนาเป็นแชทบอทแพลตฟอร์ม ให้สาธารณชนสามารถสืบค้นและตรวจสอบโครงการวิจัยทั่วประเทศได้อย่างโปร่งใส
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ยังชี้แจงถึงการทำงานร่วมกับกระทรวงอื่น ๆ ในการแก้ปัญหาวิกฤตต่าง ๆ ของประเทศ อาทิ การจับมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ การนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA มาใช้สนับสนุนภาคการเกษตร การดูแลความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดและ สพฐ. กว่า 864 แห่ง รวมถึงการประสานงานร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero และ Nature Positive
“สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือองค์ความรู้พื้นฐาน องค์ความรู้วิจัยพื้นฐาน องค์ความรู้การศึกษาพื้นฐาน เป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้คนไทยสามารถที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้สู่ยุคใหม่” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย
