ข่าว
ผลวิจัยชี้โรงเรียนปลอดบุหรี่ลดโอกาสเด็กสูบลง 45% สสส. เร่งขยายผล 5 จังหวัดนำร่องสกัดบุหรี่ไฟฟ้า
สำนักข่าวบริคอินโฟ – สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดเผยผลการศึกษาระยะยาวพบว่า มาตรการโรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าสามารถช่วยลดโอกาสการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนได้สูงถึง 45% หลังจากดำเนินงานครบ 1 ปี พร้อมเดินหน้าร่วมมือกับเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ และมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ผลักดันกลไกโรงเรียนต้นแบบเชิงรุกใน 5 จังหวัดนำร่อง และเตรียมเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขขับเคลื่อนนโยบายนี้เป็นวาระเร่งด่วนเพื่อขยายผลทั่วประเทศ หลังพบสถิติวัยรุ่นหญิงไทยอายุ 13-15 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นกว่าบุหรี่มวนถึง 10 เท่า
การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้นในเวทีเชิดชูเกียรติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “การขับเคลื่อนงานจุดจัดการเพื่อโรงเรียนและเด็กไทยปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า” ณ โรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพมหานคร เพื่อยกระดับสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย และมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่โรงเรียนรวมถึงครูผู้ขับเคลื่อนงานดีเด่นจากทั่วประเทศ โดยมี ดร.นิยม ไผ่โสภา ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงสถานการณ์ว่า การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนถือเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาวะและพัฒนาการของนักเรียน นักศึกษา ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการมุ่งยกระดับมาตรการควบคุมและป้องกันภัยภายในสถานศึกษา ผ่านการสร้างความตระหนักรู้ จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และบูรณาการความร่วมมือระหว่างผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และชุมชน รวมถึงผลักดันนโยบาย “โรงเรียนปลอดภัย อบอุ่นในพื้นที่สร้างสรรค์” เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและคุ้มครองนักเรียนกลุ่มเปราะบาง
ทางด้าน นายพิทยา จินาวัฒน์ กรรมการบริหารแผน คณะที่ 1 สสส. ระบุว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ ThaiHealth ได้สนับสนุนมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ ดำเนินโครงการรวมพลังเพื่อเด็กไทยปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าใน 5 จังหวัดนำร่อง ประกอบด้วย ขอนแก่น อุบลราชธานี มหาสารคาม เชียงราย และนราธิวาส เพื่อสร้างกลไกการทำงานเชิงรุกร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา เครือข่ายเยาวชน และสื่อมวลชนท้องถิ่น โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้ เสริมสร้างทักษะการปฏิเสธ และนำมาตรการ 7 มาตรการมาใช้พัฒนาโรงเรียนและชุมชนให้เป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน

สำหรับข้อมูลทางสถิติ รศ.ดร.จักรพันธ์ เพ็ชรภูมิ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เปิดเผยผลการศึกษาระยะยาวในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาจำนวน 967 คน จาก 4 ภาค แบ่งเป็นนักเรียนในโรงเรียนปลอดบุหรี่ 628 คน และโรงเรียนทั่วไป 339 คน พบว่า นักเรียนในโรงเรียนปลอดบุหรี่มีอัตราการรับรู้อันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง 69.9% (ขณะที่โรงเรียนทั่วไปอยู่ที่ 64.3%) และมีความตั้งใจจะใช้บุหรี่ไฟฟ้าในอนาคตเพียง 5.6% ซึ่งต่ำกว่าโรงเรียนทั่วไปที่อยู่ที่ 9.1% นอกจากนี้เมื่อดำเนินมาตรการครบ 1 ปี สามารถลดโอกาสการใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ถึง 45% ถือเป็นการลงทุนเชิงนโยบายที่คุ้มค่า
“นักวิจัยและภาคีเครือข่าย มีข้อเสนอแนะเร่งด่วนต่อกระทรวงศึกษาธิการ ให้เร่งยกระดับมาตรการโรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ให้กลายเป็นระบบปฏิบัติการจริง (Operating System) ของสถานศึกษาทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการดำเนินงาน 5 ด้าน คือ สื่อสารความเสี่ยงอย่างเท่าทันสถานการณ์ เฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยง ขับเคลื่อนผ่านกลุ่มนักเรียนแกนนำ พัฒนาศักยภาพครู และสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับผู้ปกครองและชุมชนรอบโรงเรียน เพื่อปกป้องอนาคตของชาติจากภัยเงียบของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน” รศ.ดร.จักรพันธ์ กล่าว
ขณะที่ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ย้ำว่า กลไกการป้องกันจำเป็นต้องเริ่มที่โรงเรียนเนื่องจากเยาวชนเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากเพื่อน ครอบครัว ควันบุหรี่มือสอง และการเข้าถึงทางออนไลน์ที่ง่ายดาย โรงเรียนจึงเป็นปราการด่านสำคัญที่สุด สอดคล้องกับข้อมูลของ รศ.ดร.ศรัณญา เบญจกุล อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่อ้างอิงข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2568 ว่า วัยรุ่นหญิงไทยอายุ 13-15 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง 15% ซึ่งสูงกว่าการสูบบุหรี่มวนที่มีเพียง 1.3% ถึง 10 เท่า เนื่องจากกลยุทธ์ธุรกิจพุ่งเป้าไปที่เด็กและผู้หญิง ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์คล้ายของเล่น (Toy Pod) และส่งเสริมการขายผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเยาวชน 6 ใน 10 คนพบเห็นเป็นประจำ กระทรวงศึกษาธิการจึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการนี้ให้เข้มงวดขึ้น
ในส่วนของภาคผู้ปฏิบัติงาน นางสุวิมล จันทร์เปรมปรุง ประธานเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ กล่าวว่า ทางเครือข่ายได้ดำเนินโครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชาและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่ปี 2548-2568 ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วม 4,485 แห่ง จาก 31 จังหวัด มีการสอดแทรกความรู้ผ่านการสอนมากกว่า 26,910 ห้องเรียน โดยผลการดำเนินงานในปี 2568 จาก 22 จังหวัด ได้มีการมอบรางวัล 5 ประเภท ประกอบด้วย โรงเรียนต้นแบบปลอดบุหรี่ฯ 307 แห่ง, ศูนย์การเรียนรู้ฯ 144 แห่ง, ศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ 45 แห่ง, ศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบยั่งยืน 37 แห่ง และจุดจัดการเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ 12 จังหวัด ซึ่งเวทีเชิดชูเกียรตินี้จะเป็นกำลังใจและเป็นต้นแบบให้สถานศึกษาทั่วประเทศนำไปปรับใช้ร่วมกับชุมชนต่อไป
