Connect with us

ข่าว

กกร. ปรับประมาณการ GDP ปี 69 โต 1.6-2.0% ชี้ส่งออก-Data Center หนุน แต่ห่วงเศรษฐกิจส่อเค้า K-shaped หวั่นฐานรากโตไม่ทั่วถึง

Published

on

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย | คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร ปรับประมาณการเศรษฐกิจ ปี 2569 คาด GDP โต 1.6 ถึง 2.0% ได้แรงหนุนส่งออกและ Data Center แต่ยังห่วงกำลังซื้อฐานรากทรุดจากเอฟเฟกต์ K-shapedคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร ปรับประมาณการเศรษฐกิจ ปี 2569 คาด GDP โต 1.6 ถึง 2.0% ได้แรงหนุนส่งออกและ Data Center แต่ยังห่วงกำลังซื้อฐานรากทรุดจากเอฟเฟกต์ K-shaped

สำนักข่าวบริคอินโฟ – คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. แถลงผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจประจำเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 โดยปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ของไทยในปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 1.6 ถึง 2.0% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปีที่ 1.2 ถึง 1.6% ผลจากการส่งออกที่ขยายตัวสูงและอานิสงส์การลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center อย่างไรก็ตาม กกร. แสดงความกังวลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีลักษณะเป็น K-shaped ซึ่งเติบโตไม่ทั่วถึง โดยภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ยังคงเผชิญความกดดันจากค่าครองชีพและกำลังซื้อที่อ่อนแอ

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ทำหน้าที่ประธานการแถลงข่าวร่วมกับ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. (FTI) และ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (TCC) ณ โรงแรมโกลเดน ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพฯ โดยระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน หรือ Energy supply chain disruption เริ่มคลี่คลายลง หลังเกิดการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงจาก 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กกร. มองว่าราคาน้ำมันอาจไม่ปรับลดลงไปมากกว่านี้ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันที่สำคัญได้รับความเสียหาย ประกอบกับคลังน้ำมันสำรองของกลุ่มประเทศความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD อยู่ในระดับต่ำ ในระยะข้างหน้าประเทศไทยจึงต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน หรือ energy security โดยมีข้อเสนอแนะให้เร่งปรับลดข้อจำกัดด้านกฎหมายในภาคพลังงาน เช่น การอนุมัติให้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อบริหารจัดการปริมาณสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป หรือ Stock น้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งถือเป็นต้นทุนราคาพลังงานหลักของประเทศ

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในภาพรวม แม้ว่าจะได้รับแรงขับเคลื่อนจากเมกะเทรนด์โลกผ่านเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ หรือ FDI ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ประโยชน์ดังกล่าวยังกระจายตัวไม่ทั่วถึง อัตราการใช้กำลังการผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิมยังคงต่ำ และไม่สามารถส่งผ่านไปสู่การจ้างงานหรือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้เท่าที่ควร อีกทั้งการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยยังเป็นปัจจัยกดดันผลิตภาพแรงงานไทยในอนาคต ทำให้ภาคเอกชนต้องเร่งผลักดันแนวทางการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อยกระดับผู้ประกอบการในประเทศ ผ่านเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าสิ่งเจือปนภายในประเทศ หรือ Thailand Content & Regional Value Content (RVC) เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs ได้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่

Advertisement

นอกจากนี้ กกร. ยังสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ หรือ Structural reform เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หลังจากสถาบันการจัดการนานาชาติ หรือ IMD ได้ประกาศอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยปี 2026 ดีขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 26 จากอันดับที่ 30 ในปีก่อนหน้า ทว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียนยังคงไล่ตามอย่างกระชั้นชิด ภาคเอกชนจึงเตรียมประสานงานร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ในการขับเคลื่อน 4 เสาหลักสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของธนาคารโลก หรือ World Bank ที่ต้องการผลักดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี รวมถึงแผนการขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand

ในส่วนของกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ล่าสุด กกร. คาดการณ์ GDP ขยายตัวที่ 1.6 ถึง 2.0% มูลค่าการส่งออกเติบโตที่ 8.0 ถึง 10.0% ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากตัวเลขติดลบในช่วงต้นปี ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5 ถึง 3.0% ทั้งนี้ ในช่วงก่อนเดือนตุลาคม กกร. จะร่วมมือกับธนาคารโลก ภาครัฐ และภาคเอกชน จัดงาน Affiliated Program IMF-World Bank Annual Meeting 2026 เพื่อแสดงศักยภาพของโมเดลเศรษฐกิจใหม่ของไทยต่อนักลงทุนทั่วโลก

Continue Reading
Advertisement