Connect with us

การศึกษา

คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ชี้ ทุนความน่าเชื่อถือ คือแต้มต่อของไทยในยุคการจัดระเบียบโลกใหม่

Published

on

คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS Business School) เผย ทุนความน่าเชื่อถือ และการวางตัวเป็นกลางของไทย คือข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่สำคัญท่ามกลางความท้าทายในปี 2569

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ท่ามกลางกระแสการจัดระเบียบโลกใหม่และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore – NUS) ชี้ว่า “ทุนความน่าเชื่อถือ” และการวางตัวเป็นกลางของประเทศไทย คือข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่แข็งแกร่งที่สุดในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ พร้อมแนะภาคธุรกิจเร่งพัฒนาศักยภาพผู้นำและทักษะด้านเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในปี 2569

ศาตราจารย์เกียรติคุณ แอนดรูว์ เค. โรส คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS Business School) เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงว่า กลุ่มเศรษฐกิจที่มีความสัมพันธ์อันดีและมีความน่าเชื่อถือในระดับนานาประเทศจะมีความได้เปรียบอย่างมาก โดยระบุว่า ความน่าเชื่อถือกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในโลกที่การจับขั้วพันธมิตรกำลังแปรเปลี่ยน และห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ ประเทศไทยใช้เวลาหลายทศวรรษในการบ่มเพาะความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งทั้งในเอเชียและเวทีสากล รากฐานที่มั่นคงดังกล่าวจึงทวีมูลค่ามากขึ้นในยุคแห่งความผันผวน

ศาตราจารย์เกียรติคุณ แอนดรูว์ เค. โรส คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS Business School)

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังคงเผชิญความท้าทายรอบด้าน สอดคล้องกับรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประจำเดือนเมษายน 2569 ที่คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยไว้ที่ระดับ 1.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การชะลอตัวของการท่องเที่ยวระยะไกล และการเข้ามาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ปัจจัยเหล่านี้สร้างแรงกดดันระยะสั้นต่อภาคธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับยุทธศาสตร์ โดยศาตราจารย์โรสมองว่า ระบบเศรษฐกิจที่กลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม มักจะเป็นกลุ่มที่เริ่มปรับตัวได้เร็วที่สุด ศักยภาพความเป็นผู้นำ ความยืดหยุ่น และความสามารถในการบริหารความเปลี่ยนแปลง จะเป็นตัวตัดสินความสำเร็จในทศวรรษหน้า

ประเด็นด้านเทคโนโลยียังเป็นความท้าทายสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลจากการสำรวจของ มิลยู อินไซต์ (Milieu Insight) ในปี 2026 ซึ่งสำรวจคนทำงานกว่า 3,000 คนในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย พบว่า 53 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถาม กังวลเรื่องการพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์มากเกินไป ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวหรือการถูกแย่งงาน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทจากเพียงผู้ใช้งาน ไปสู่การเป็นผู้กำหนดแนวทางการใช้งานเทคโนโลยี AI อย่างเหมาะสม

ด้านการเตรียมความพร้อมของบุคลากร อาจารย์อุษา สกุลคีรีวัฒน์ อาจารย์อาวุโสแห่งคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS Business School) ให้ความเห็นว่า องค์กรไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและความพร้อมในการใช้งาน AI ในทางปฏิบัติ มากกว่าการมองว่าเทคโนโลยีคือคำตอบสำเร็จรูป เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมารอดูสถานการณ์อีกต่อไป ธุรกิจไทยที่เร่งลงทุนในการสร้างผู้นำ เพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัล และสร้างความแข็งแกร่งด้านบุคลากรตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากลมากกว่า

Advertisement
อาจารย์อุษา สกุลคีรีวัฒน์ อาจารย์อาวุโสแห่งคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS Business School)

เพื่อที่จะแปรเปลี่ยน ทุนความน่าเชื่อถือ ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่า องค์กรธุรกิจไทยจำเป็นต้องยกระดับบุคลากรให้มีมาตรฐานระดับสากล ผ่านการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำและการบริหารจัดการเชิงลึก ซึ่งปัจจุบันบุคลากรทักษะสูงและผู้บริหารชาวไทยจำนวนมากได้ให้ความสำคัญกับการแสวงหาประสบการณ์ในระดับภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นผู้กำหนดทิศทางการเติบโตของประเทศในอนาคตท่ามกลางโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของอาเซียน

Continue Reading
Advertisement