Connect with us

ข่าว

เฟอร์รารี่-บีเอ็มดับเบิลยู เดินรอยตาม เทสลา-ค่ายรถจีน หันใช้สายไฟอะลูมิเนียมแทนทองแดง หลังราคาพุ่งและช่วยลดน้ำหนัก

Published

on

ฟอร์รารี่ (Ferrari) รุกตลาดเทคโนโลยี เปิดตัวโทเคนดิจิทัล 'Token Ferrari 499P' ร่วมกับ Conio ให้ลูกค้า Hyperclub ใช้ประมูลรถแข่ง Le Mans หวังเข้าถึงกลุ่มผู้มั่งคั่งจาก AI และ คริปโทฯ โทเคนพร้อมใช้ปี 2027

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ค่ายรถยนต์หรูระดับโลกอย่าง เฟอร์รารี่ (Ferrari) และ บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) ได้เริ่มนำสายไฟ อะลูมิเนียม (Aluminium) ที่มีน้ำหนักเบาและคุ้มค่าด้านต้นทุนมาใช้ในรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ซึ่งเป็นการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากการใช้ ทองแดง (Copper) ที่ครองตลาดการผลิตระบบสายไฟมานานกว่าสองศตวรรษนับตั้งแต่มีการคิดค้นแบตเตอรี่ไฟฟ้า ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นตามหลังค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง เทสลา (Tesla) รวมถึงบรรดาผู้ผลิต รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศจีน ท่ามกลางแนวโน้มของอุตสาหกรรมในวงกว้างที่ธนาคาร เจพีมอร์แกน (JPMorgan) คาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้ทองแดงทั่วโลกราว 2% ในปีนี้

แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้หลายอุตสาหกรรมหันไปหา อะลูมิเนียม (Aluminium) คือโครงสร้างราคาของทองแดงที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสภาวะการขาดแคลนโลหะและควาต้องการที่เพิ่มขึ้นในเซกเตอร์พลังงานสะอาดรวมถึงศูนย์ข้อมูล (Data Centres) จากการสำรวจข้อมูลพบว่าบริษัทในหลายภาคส่วนตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีนี้เนื่องจากราคาที่ถูกกว่ามากในขณะที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ใกล้เคียงกัน โดยปัจจุบันราคาอะลูมิเนียมอยู่ที่ประมาณ 3,100 ดอลลาร์ต่อตัน หรือคิดเป็นเพียง 1 ใน 4 ของราคาคู่แข่งเท่านั้น ขณะที่ราคาของทองแดงเพิ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 15,000 ดอลลาร์ต่อ metric ton เนื่องจากสภาวะที่ซัพพลายทั่วโลกไม่เพียงพอต่อความต้องการซึ่งคาดว่าจะลากยาวไปอีกนับทศวรรษ

ทางด้าน เฟอร์รารี่ (Ferrari) เปิดเผยว่า บริษัทได้เริ่มนำโลหะน้ำหนักเบานี้มาใช้กับสายไฟหลักในรถสปอร์ตไฮบริดรุ่น 296 ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และขยายการใช้งานไปยังรถยนต์รุ่นอื่น ๆ รวมถึงรุ่น ลูเช่ (Luce) ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบรุ่นแรกของแบรนด์ที่เพิ่งเปิดตัวไป

โดย ดาริโอ เอสโปซิโต (Dario Esposito) ผู้บริหารฝ่ายสื่อสารของแบรนด์ระบุว่า การปรับเปลี่ยนดังกล่าวช่วยลดน้ำหนักรวมของระบบสายไฟลงได้ถึง 20% พร้อมกล่าวว่า “เราไม่ได้เลือกอะลูมิเนียมเพราะมันถูกกว่า แต่เราเลือกวัสดุที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีกว่า”

Advertisement

ขณะที่ฟากฝั่งของเยอรมนีอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) ระบุว่าได้เริ่มทดลองใช้ตัวนำไฟฟ้าประเภทนี้มาตั้งแต่ปี 2011 ในรถยนต์คอมแพกต์ ซีรีส์ 1 ก่อนจะขยายไปสู่ระบบไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยในปัจจุบันระบบเทคโนโลยี eDrive รุ่นล่าสุดมีการใช้งานสายไฟชนิดนี้เป็นจำนวนมากทั้งในระบบแรงดันไฟฟ้าสูงและต่ำ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า สเตลแลนทิส (Stellantis) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก ก็ได้เริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้แล้วเช่นกัน

ในส่วนของประเทศจีนซึ่งเป็นผู้บริโภคโลหะรายใหญ่ที่สุดของโลก รัฐบาลได้มีการออกเอกสารนโยบายสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนมาใช้ อะลูมิเนียม (Aluminium) ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม ปี 2025 ส่งผลให้ซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนอย่าง เจอนเวอร์ (JONVER) มียอดขายชิ้นส่วนสายไฟชนิดนี้เติบโตขึ้นแตะระดับ 30% ของยอดขายทั้งหมดในปีนี้

จากการตรวจสอบของบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม แคร์ซอฟต์ โกลบอล (Caresoft Global) พบว่าค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนอย่าง AVATR, เอ็กซ์เผิง (XPeng) และ เสียวหมี่ (Xiaomi) ต่างหันมาใช้ระบบสายไฟรูปแบบใหม่นี้ตามรอย เทสลา (Tesla) ที่เป็นผู้บุกเบิกนำมาใช้กับรถยนต์ โมเดล วาย (Model Y) ในปี 2019 และรถกระบะ ไซเบอร์ทรัก (Cybertruck) ทั้งนี้ การลดน้ำหนักตัวรถถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ผลิตเนื่องจากช่วยให้รถวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้น และช่วยประหยัดต้นทุนในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีนที่มีการแข่งขันด้านราคากันอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมาใช้วัสดุดังกล่าวยังคงมีข้อจำกัดบางประการ เนื่องจาก อะลูมิเนียม (Aluminium) มีประสิทธิภาพในการนำไฟฟ้าที่น้อยกว่าทองแดง ทำให้ต้องใช้ปริมาณเนื้อโลหะที่มากกว่าเพื่อให้ได้กำลังไฟที่เท่ากัน ประกอบกับประเด็นเรื่องมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และกระบวนการผลิตที่ต้องใช้พลังงานมหาศาลซึ่งส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

Advertisement

แต่ถึงกระนั้นทาง เจพีมอร์แกน (JPMorgan) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 อัตราส่วนการทดแทนทองแดงด้วยอะลูมิเนียมทั่วโลกอาจขยับเพิ่มขึ้นไปสูงถึง 6% ขณะที่นักวิเคราะห์จาก จัวชวง (Zhuochuang) คาดว่าชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมไฟฟ้า ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่เคยผลิตด้วยทองแดงจะถูกเปลี่ยนเป็นอะลูมิเนียมราว 25% ถึง 30% ภายในสิ้นทศวรรษนี้

Continue Reading
Advertisement