Connect with us

ข่าว

นักวิชาการ มธ. แนะรัฐบาลปรับกลยุทธ์สื่อสารวิกฤตน้ำมัน ชู 5 แนวทางลดความตระหนก

Published

on

กลุ่ม G7 เห็นพ้องยังไม่ระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ทันที หลังราคาน้ำมันพุ่งสูงจากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่าน เตรียมส่งต่อให้ผู้นำตัดสินใจปลายสัปดาห์นี้

สำนักข่าวบริคอินโฟ – นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเมินภาพรวมการสื่อสารของรัฐบาลในช่วง วิกฤตพลังงาน จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านว่าทำได้ดีในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการจัดตั้ง ศบก. เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพของข้อมูล อย่างไรก็ตาม ได้เสนอแนะ 5 กลยุทธ์สำคัญเพื่อยกระดับการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เน้นการใช้ ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-Based) แทนคำพูดลอยๆ เพื่อดึงสติสังคมให้กลับมาอยู่บนฐานของเหตุผลและป้องกันการกักตุนทรัพยากร

รศ. ประไพพิศ มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat University) ระบุว่า ข้อมูลที่กระจัดกระจายคือต้นเหตุของความกลัว ซึ่งการที่รัฐบาลจัดตั้ง ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ถือเป็นก้าวย่างที่ถูกต้องในการสร้าง Unity of Voice และแหล่งข้อมูลชุดเดียวที่เชื่อถือได้ (Single Source of Truth) นอกจากนี้ การดึงภาคเอกชนอย่าง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (F.T.I.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ ยังช่วยให้ข้อมูลของรัฐและเอกชนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สร้างความเชื่อมั่นผ่านการรับรองโดยบุคคลที่สาม (Third party endorsement) ว่าไม่มีการปกปิดข้อมูล

สำหรับข้อเสนอแนะ 5 ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลควรนำไปปรับปรุง มีรายละเอียดดังนี้:

  1. เปลี่ยนคำคุณศัพท์เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์: รัฐบาลต้องเลิกใช้คำที่จับต้องไม่ได้ เช่น “เพียงพอ” หรือ “ไม่ต้องกังวล” แต่ควรสื่อสารด้วยตัวเลขเชิงปริมาณหรือทำ Dashboard แสดงข้อมูลน้ำมันสำรองเป็นจำนวนวัน แผนการจัดหา และการเปรียบเทียบปริมาณการใช้จริง เพื่อให้ประชาชนตระหนักว่าน้ำมันมีเพียงพอและไม่เกิดพฤติกรรมกักตุน
  2. วางระบบสื่อสารผ่านกลไกท้องถิ่น: นอกจากการสื่อสารผ่านสื่อมวลชนกระแสหลัก รัฐบาลต้องเชื่อมโยงข้อมูลสู่ระดับจังหวัด อำเภอ และชุมชน ให้เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อป้องกันปัญหาข้อมูลขัดแย้งกัน เช่น ส่วนกลางบอกน้ำมันพอ แต่หน้าสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่กลับติดป้ายว่าน้ำมันหมด ซึ่งจะทำลายความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง
  3. แบ่งกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน: การสื่อสารต้องตรงจุด โดยกลุ่มคนเมืองให้เน้นเรื่องราคาสินค้าและทิศทางเศรษฐกิจ ส่วนกลุ่มเกษตรกรในต่างจังหวัดให้เน้นราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ค่าขนส่ง และมาตรการเยียวยา โดยใช้ช่องทางที่เข้าถึงง่าย เช่น หอกระจายข่าว หรือเครือข่าย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)
  4. แสดงออกผ่านการกระทำเพื่อพิสูจน์ว่าคุมเกมอยู่: รัฐบาลต้องทำให้มากกว่าที่ประชาชนคาดหวัง เช่น การโชว์ผลงานปราบปรามการกักตุนสินค้าหรือขึ้นราคาเกินจริง เพื่อส่งสัญญาณว่าภาครัฐสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ (In Control) หากจำเป็นต้องปรับราคาตามกลไกโลก ก็ต้องเร่งทำความเข้าใจพร้อมออกมาตรการช่วยเหลือทันที
  5. สร้างการมีส่วนร่วมและให้อำนาจประชาชน: ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของทางออก (Empowerment) ผ่านตัวอย่างจากผู้นำ เช่น การลดใช้รถขบวน หรือการ Work From Home โดยต้องมีข้อมูลสนับสนุนว่าการลดเดินทางของประชาชนช่วยประหยัดน้ำมันให้ประเทศได้มากน้อยเพียงใด เพื่อกระตุ้นความร่วมมือ

“ในการสื่อสารเพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤต การให้ความจริงเชิงตรรกะจะช่วยดึงสติของสังคม จากการใช้อารมณ์กลับมาสู่เหตุผล ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมบนฐานความกังวลมาอยู่กับข้อเท็จจริงบนฐานข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดความตื่นตระหนก ลดขนาดของปัญหาที่อาจถูกขยายให้รู้สึกใหญ่เกินจริง ลงมาอยู่กับความเป็นจริงได้” รศ. ประไพพิศ กล่าว

ท้ายที่สุด รศ. ประไพพิศ เสนอให้ใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เช่น การทำคลิปสั้นจากผู้เชี่ยวชาญไม่เกิน 1 นาที การใช้เครื่องหมายยืนยันตัวตน (Verified Badge) บนข้อมูลทางการเพื่อสู้กับ ข่าวปลอม (Fake News) รวมถึงการดึงอินฟลูเอนเซอร์สายความรู้มาร่วมตอบข้อสงสัยแทนประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและลดความตระหนกในวงกว้าง

Advertisement
Continue Reading
Advertisement