Connect with us

บันเทิงไทย

เจาะวัฒนธรรม “บั้นเด้า” กระบวนท่าเซิ้งสุดดีดของวัยรุ่นชาวอีสาน

Published

on

ปราชญ์ชาวอีสานท่านหนึ่งได้กล่าวถึงการ “บั้นเด้า” ไว้ว่า…

“ไม่มีอำนาจใดยิ่งใหญ่ไปกว่าหมอลำ” เมื่อใดที่รถแห่วิ่งผ่าน ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ จะพากัน “เด้าฯ” เหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต

เรื่อง “ปราชญ์ชาวอีสาน” ที่ว่ามานี้ผมโม้ทั้งเพ อย่าเพิ่งเชื่อ… แต่เรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ คือเพลงหมอลำ ใครได้ฟังก็อยากเซิ้ง เพราะด้วยวัฒนธรรมชาวอีสานที่ถ้าจะสนุก ก็ต้องเอาให้สุดเหวี่ยง เพื่อชดเชยความเครียดแหละเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาอย่างยาวนาน

ขณะที่คอนเสิร์ตของชาวร็อกและเมทัล จะมีการเล่น “มอชพิท” (Mosh Pit) ในฐานะกิจกรรมที่ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดง ในการแสดงหมอลำของภาคอีสานเองก็จะมีการวิ่งออกมาเซิ้งรำกันหน้าฮ้านกันอย่างสนุกสนาน ในบรรดากระบวนท่าหน้าฮ้านที่เราได้เห็นกันบ่อย ๆ เหมือนเป็นท่าพิมพ์นิยม และผู้คนบนโลกออนไลน์รู้จักกันมากที่สุด นั่นก็คือการ บั้นเด้า กระบวนท่าเซิ้งหมอลำสุดดีด ที่ทำเอาชาวเน็ตต่างถกเถียงกันว่า มันคือ “วัฒนธรรม” หรือเป็นท่าเต้น “อนาจาร” จากความคะนองของวัยรุ่นกันแน่… และวันนี้ The Trivial Space จะมาไขข้อสงสัยกัน


“บั้นเด้า” มันเป็นยังไงนะ?

รถแห่ ซาวา อภิมหาเด้าที่ อำเภอชุมแพ

“บั้นเด้า” ถือเป็นท่าเต้นที่ผู้คนบนโลกออนไลน์จดจำกันได้มากที่สุด โดยเฉพาะในยุคโซเชียลช่วงหลัง ๆ ที่ผู้คนผันตัวจากผู้เสพคอนเทนต์ มาเป็นผู้สร้างและเผยแพร่คอนเทนต์เอง สำหรับการเต้นบั้นเด้านั้น คือการขยับเอวไปตามจังหวะเพลง สำหรับที่มาของชื่อท่านั้น โดยรากแล้วหมายถึงอวัยวะส่วน “บั้นเอว” หรือ “เอว” และเมื่อเปลี่ยนบทบาทจากชื่ออวัยวะมาเป็นท่าเต้น มันก็หมายถึงการ “ขยับส่วนเอว” นั่นเอง

Advertisement
รถแห่ขณะดาราทอง / ที่มาภาพ : creativethailand.org

ส่วนมากแล้ว เรามักเห็นการเต้นสไตล์นี้มาจาก “รถแห่” ที่เล่นเพลงแนวหมอลำในภาคอีสาน โดยสิ่งที่ทำให้การแสดงหมอลำตามรถแห่นั้นแตกต่างจากการแสดงดนตรีพื้นบ้านของภาคอื่น ๆ นอกจากการเคลื่อนวงไปได้ทุกที่ขณะทำการแสดง นั่นก็คือจะไม่มีหางเครื่องเต้นประกอบ แต่จะมีตัวผู้ชมนี่แหละ ที่ผันบทบาทจากคนเสพมาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการแสดงแทน

ลุงไนท์ “Gssspotted” พูดถึงความนัวของเพลงรถแห่และการบั้นเด้า

แรกเริ่มเดิมทีมันยังมีแค่การเซิ้งรำทั่ว ๆ ไป จนกระทั่งราวปลาย ๆ ทศวรรษที่ 2007 (พ.ศ. 2550) ก็ได้มีการดัดแปลงการมีส่วนร่วมในดนตรีให้มีความสุดเหวี่ยงตามรสนิยมและความคะนองมากขึ้น ด้วยการใช้ท่าที่มีการสื่อในทางเพศมากขึ้น ด้วยการ “เด้า” ส่วนมากผู้ที่ออกมา “เด้าฯ” ตามหน้าฮ้านรถแห่นั้น มักจะเป็นวัยรุ่นหญิง และกลุ่ม LGBTQ+ (หรือที่เรียกกันแบบบ้าน ๆ ว่ากระเทย) โดยจุดประสงค์หลักก็คือการดึงความสนใจของผู้ชมรอบนอกมาที่ตัวเอง ซึ่งถ้าใครออกมาวาดลวดลายการเด้าได้เด่นที่สุด ก็จะกลายเป็น “ดาวรถแห่” โดยการเต้นนั้น มีตั้งแต่ยืนเด้งเอวเฉย ๆ, ลงไปนอนเด้งใส่พื้น ไปจนถึงการเล่นท่ายากอย่างการกระโดด, ตีลังกา และปีนป่ายเพื่อ “เด้าฯ” ตามเพลง

ซึ่งการเต้นแบบปลดปล่อยทางเพศนั้น ไม่ได้เพิ่งมามีหรือถูกเพิ่มเข้ามาตามความคะนองของเหล่าวัยรุ่น แต่มันมีอยู่ในประวัติศาสตร์ของหมอลำมานานแล้ว โดยมีจุดประสงค์เพื่อความสนุกสนาน และไม่ใช่ของแปลกอะไรในวัฒนธรรมอีสานขนาดนั้น อย่างการเป่าแคน ก็จะมีท่าทางที่มือเป่าจะเด้าตามจังหวะเพลงไปด้วย จนมาถึงยุคโซเชียลที่สามารถกระสายเนื้อหาและข่าวสารไปได้อย่างกว้างขวาง ภาพของการเต้นรถแห่ก็ถูกเผยแพร่ออกไปสู่สายตาชาวเน็ตไทยทุกภูมิภาค ทำให้ท่าเต้นนี้ดูเป็นของแปลก และเป็นที่ถกเถียง ในมุมมองของคนไทยที่ไม่ได้คุ้นเคยหรือเข้าใจวัฒนธรรมชาวอีสาน

ถึงกระนั้น… ชาวอีสานบางคนเองก็ยังมีมุมมองที่ไม่เข้าใจ และไม่เห็นดีด้วยต่อการเต้นสไตล์นี้ของวันรุ่นชาวอีสานกันสักเท่าไหร่ อาจจะด้วยมุมมองทางจารีต ที่มองการแสดงซึ่งมีท่าทางออกไปทางเพศเป็นเรื่องเสื่อมเสีย และความต่างของช่วงวัย ที่สังคมยังคงมองวุฒิภาวะของวัยรุ่นนั้นยังด้อยกว่าผู้ใหญ่…

Advertisement
ลีลาการ “บั้นเด้า” หน้ารถแห่เป็ดน้อยมิวสิค / ก้าวหน้า เร็คคอร์ด

แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ในขณะที่วัฒนธรรมบันเทิงพื้นบ้านหลาย ๆ แขนง กำลังประสบปัญหาในการเข้าหาคนรุ่นใหม่ แต่การเต้นรถแห่ของวัยรุ่น กลับเป็นวิธีดึงดูดวัยรุ่นคนรุ่นใหม่ในชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมท้องถิ่นมากขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะการเต้นรถแห่จะมีการชักชวนมาเข้าเต้นกันเป็นกลุ่มเสมอ ซึ่งมันจะเพิ่มดีกรีความสนุกสนานให้กับการแสดงนั้น ๆ อีกด้วย ในขณะที่ รถแห่ นั้นก็มีความได้เปรียบตรงที่สามารถเคลื่อนตัวไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้มาก

และเมื่อรถแห่ ได้วิวัฒนาการขึ้นมาเป็น Pop Culture ที่รู้จักในวงกว้าง ก็มีการเรียกความสนใจในวงที่กว้างกว่า ด้วยการเอาเพลงสมัยนิยม หรือเพลงสากลต่าง ๆ มาโคฟเวอร์เป็นเวอร์ชันที่เติมกลิ่นอายของชาวอีสานเข้าไป ทำให้วัฒนธรรมรถแห่สามารถเข้าถึงได้มากขึ้นด้วย

ดังนั้น การ “บั้นเด้า” ก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการแสดงจุดยืนร่วมกันของคนรุ่นใหม่ ในรูปแบบ “ประเพณีประดิษฐ์” ตามแนวคิดของ “เอริค ฮอบส์บาวม์” (Eric Hobsbawm) เพื่อต่อรองและต่อต้านการกดทับจากขนมธรรมเนียมที่ผู้ใหญ่กำหนดไว้ร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องทางเพศที่เดิมถูกมองเป็นเรื่องเสื่อมเสีย ก็กลายมาเป็นสิ่งที่สามารถแสดงออกได้ด้วยความสนุกสนานแทน


การที่หมอลำมาถึงจุดที่เห็นวัยรุ่นวิ่งออกมา “เด้า” หน้ารถแห่นั้น ถ้าจะบอกว่าไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายก็ไม่ผิด เพราะเพลง หมอลำ ของชาวอีสานนั้น เป็นศิลปะวัฒนธรรมที่มี “พลวัฒน์” (Dynamic) สูงกว่าภาคอื่น ๆ จาก หมอลำกลอน ที่แค่มีเครื่องดนตรีอย่าง แคน นักแสดงก็ลำประกอบได้ เริ่มเพิ่มชิ้นเครื่องดนตรี และเรื่องราวมากขึ้น จนมาถึงยุคของ หมอลำกลอนซิ่ง ที่ประยุกต์เข้ากับเครื่องดนตรีสมัยใหม่ เช่น พิณ, เบส, คีย์บอร์ด และกลองชุด ตามมาด้วยการนำเสนอในขนาดที่ใหญ่ขึ้น อย่าง หมอลำหมู่ หรือ หมอลำเพลิน ซึ่งนอกจากการเพิ่มจำนวนนักแสดงตามตัวละครในท้องเรื่องแล้ว ยังได้ประยุกต์รูปแบบของวงลูกทุ่งที่มีอิทธิพลมากขึ้นในสมัยนั้น เข้ามาเป็นรูปแบบของการนำเสนอด้วย

Advertisement

นั่นจึงอธิบายได้ว่า ทำไมวัฒนธรรม หมอลำ ของภาคอีสาน ยังคงโดดเด่นมากที่สุดในบรรดาวัฒนธรรมพื้นบ้านของแต่ละภาค และยังคงยืนยงท้าทายกาลเวลาตลอดมา ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปขนาดไหน จนมาถึงยุคที่หมอลำไม่จำเป็นต้องเล่นบนเวทีต่อไป และการถือกำเนิดของวัฒนธรรมยุคใหม่ อย่างที่เราได้เห็นกันบนโลกออนไลน์


ติดตามบทความและ Content ต่าง ๆ เกี่ยวกับ Pop Culture ได้ที่ https://www.facebook.com/GrizzlyTrivialSpace

Continue Reading
Advertisement