ข่าว
รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบระบบราง ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมคุมเพดานค่าโดยสารลดภาระประชาชน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาระบบขนส่งทางรางขนานใหญ่ ภายหลังการบังคับใช้ พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 หรือ พ.ร.บ.ขนส่งทางราง โดยมุ่งเน้นการจัดระเบียบโครงสร้างราคาค่าโดยสารที่เป็นธรรม การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าและรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ เพื่อลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการประชุม คณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง ครั้งที่ 1/2569 ว่ารัฐบาลโดย กระทรวงคมนาคม (Ministry of Transport) กำลังเร่งกำหนดมาตรการเชิงรุกใน 3 มิติหลัก ซึ่งครอบคลุมทั้งการดูแลผู้ใช้บริการและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการกำหนดเพดานค่าโดยสารเพื่อป้องกันการเรียกเก็บค่าบริการที่สูงเกินจริง รวมถึงมาตรการยกเว้นค่าแรกเข้าเมื่อมีการเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า เพื่อให้การเดินทางเชื่อมต่อมีความสะดวกและประหยัดมากยิ่งขึ้น
ในส่วนของสิทธิประโยชน์และการคุ้มครองผู้บริโภค รัฐบาลมีนโยบายจัดสิทธิพิเศษสำหรับกลุ่มเปราะบาง อาทิ เด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และทหารผ่านศึก นอกจากนี้ยังมีการกำหนดระเบียบให้ผู้ประกอบการระบบรางต้องชดเชยแก่ผู้โดยสารในกรณีเกิดความล่าช้าหรือมีการยกเลิกเที่ยวเดินรถ เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการให้บริการที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น
ด้านมาตรฐานความปลอดภัยมีการยกระดับความเข้มงวดในพื้นที่เขตระบบและเขตปลอดภัย โดยควบคุมมาตรฐานตัวรถและโครงสร้างพื้นฐานให้มีความมั่นคงแข็งแรง พร้อมกำหนดให้บุคลากรที่ปฏิบัติงานต้องผ่านการรับรองตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ยังบังคับให้ผู้ประกอบการจัดทำประกันอุบัติเหตุ เพื่อเป็นหลักประกันความคุ้มครองความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้โดยสารตลอดการเดินทาง
สำหรับการพัฒนาโครงข่ายในระยะยาว รัฐบาลกำลังเร่งรัดการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงโครงการ รถไฟทางคู่ (Double-track Railway) ในพื้นที่ภูมิภาคที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการเพื่อเพิ่มการแข่งขันและลดต้นทุนในภาพรวม อันจะเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในอนาคต
นางสาวลลิดา กล่าวว่า “รัฐบาลมุ่งมั่นเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาระบบรางอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว”
