Connect with us

ข่าว

“หมอนิติเวช” คาใจ ตำรวจตั้งธง คดีน้องชมพู่ ตามกระแสสังคม

วงเสวนาตั้งข้อสังเกตในคดีดัง การเสียชีวิตของน้องชมพู่ โดยเห็นว่าตำรวจตั้งธงเอาไว้ว่าอยากให้คดีเป็นอย่างไร

Published

on

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา สถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม(สป.ยธ.) ร่วมกับ Innocence International Thailand จัดเสวนาวิชาการ “นิติวิทยาศาสตร์แบบไทยๆ เชื่อถือได้แค่ไหน (ศึกษากรณีน้องชมพู่ , ครูจอมทรัพย์  ,มิก หลงจิ ,น้องหญิง  และหวย 30 ล้าน ฯลฯ )”

พ.ต.อ.วิรุตม์  ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการ สป.ยธ. กล่าวว่า สำหรับคดีน้องชมพู่ ตอนนี้เกิดการอุปทานหมู่ไปแล้ว ทำให้เจ้าหน้าที่เดินตามกระแสสังคม ซึ่งในข้อเท็จจริง อาจเกิดความผิดพลาดได้ จึงจะต้องมีการปฏิรูปกระบวนการนิติเวช การเก็บรวบรวมหลักฐาน เพราะคนจนเข้าไม่ถึง ไม่มีสิทธิ์ได้รับการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ หากไม่เป็นคดีดังจริงๆ

นพ.ภาณุวัฒน์  ชุติวงค์ ภาควิชานิติเวชศาสตร์  คณะแพทย์ศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า ในคดีของน้องชมพู่ มีการผ่าชันสูตรศพถึง 2 ครั้ง แต่ผลออกมาไม่เหมือนกัน เพราะการผ่าครั้งแรกไม่พบร่องรอยการร่วมเพศ แต่ครั้งที่ 2 กลับพบบาดแผลตามร่างกายและอวัยวะเพศ ซึ่งดูแล้ว คล้ายต้องการผ่าใหม่ ให้ตรงกับความต้องการ หรือให้คดีนี้นำไปสู่สิ่งที่อยากให้เป็น ทั้งที่โดยหลักการแล้ว การผ่าครั้งแรกนั้น ถือว่าดีกว่าครั้งที่ 2 เพราะศพยังไม่ถูกนำไปทำอะไร สิ่งสำคัญของการผ่าการชันสูตร คือจะต้องตัดความเห็นและความรู้สึกออกไปด้วย เพราะเหล่านี้จะทำให้ตำรวจทำงานลำบาก

“โดยหลักการกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์นั้น ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง เพราะบางเรื่องก็ไม่มีคำตอบ หากหลักฐานไม่เพียงพอ  การผ่าครั้งที่ 2 เป็นเพราะว่าครั้งแรกนั้น ผ่าได้ไม่ถูกใจหรือเปล่า ซึ่งความจริงแล้ว ควรต้องมีการตั้งเป็นคณะกรรมการมาตรวจสอบการผ่าครั้งที่ 2 เพื่อความเป็นธรรมกับคนที่ผ่าในครั้งแรกด้วย” นพ.ภาณุวัฒน์ กล่าว 

ด้าน นพ.กฤติน  มีวุฒิสม หัวหน้ากลุ่มงานนิติเวช รพ.ระนอง กล่าวว่า สำหรับคดีน้องชมพู่ ผลทางนิติเวชที่ออกมานั้น การผ่าครั้งที่ 1.โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย ไม่พบร่องรอยการร่วมเพศ ไม่สามารถระบุสาเหตุการตายได้ 2.สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ ไม่ปรากฏสาเหตุการตาย แต่มีบาดแผลตามร่างกายและอวัยวะเพศ ด้วยความเห็นที่แตกต่างกันนี้ จึงทำให้เกิดความสับสน แต่ตำรวจให้สัมภาษณ์ว่า เหตุผลที่ส่งร่างน้องชมพู่ ไปผ่าครั้งที่ 2 เพราะการผ่าครั้งแรก ไม่พบการกระทำชำเรา จึงส่งชันสูตรใหม่ เพื่อให้กระบวนการเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งฟังดูแล้ว เหมือนกับตำรวจตั้งเป้าไว้แล้วว่าจะให้คดีนี้จบอย่างไร

นพ.กฤติน กล่าวว่า กรณีของน้องชมพู่ ที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ พบมีบาดแผลตามร่างกายและอวัยวะเพศ มองได้ว่า เป็นร่องรอยหลังการตาย โดยอาจเกิดจากหลายกรณี เช่น มดกัด เพราะในการชันสูตรไม่พบการฉีกขาดของอวัยวะเพศ ส่วนการเด็กไม่ใส่สวมเสื้อผ้านั้น อาจเกิดจากหลายกรณี เช่น อากาศร้อน ปลดทุกข์ เป็นต้น ซึ่งหากน้องชมพู่เดินไปเอง เป็นได้ที่จะเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ และส่วนตัว ไม่เห็นด้วยกับที่ตำรวจตัดประเด็นการเดินหลงป่าเอง

Advertisement

“ผมว่าเด็กเดินไปเองได้ เพราะถ้าถูกฆ่า เด็กน่าจะเสียชีวิตไปตั้งแต่วันแรกแล้ว ซึ่งหากสันนิฐานว่า หากเด็กเดินไปเอง ก็เป็นไปได้ว่าเด็กไปแล้วหลายวัน แล้วเจอสภาพอากาศต่างๆ เพราะไม่มีหลักฐานว่ามีการล่วงล้ำอวัยวะเพศ” นพ.กฤติน กล่าว 

ขณะที่ ดร.น้ำแท้  มีบุญสร้าง อัยการจังหวัดคดีศาลแขวงจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า เราไม่ได้ออกมาดิสเครดิตใคร แต่ออกมาช่วยเหลือ ก่อนคนที่บริสุทธิ์จะถูกกล่าวหา เพราะเราเชื่อว่าน้องชมพู่ มีโอกาสสูงที่จะเดินหลงป่าเอง

Continue Reading
Advertisement