ข่าว
ทัพภาค 2 แจงปฏิบัติการตอบโต้ทางทหาร 5 จุด ยึดพื้นที่-ทำลายฐานที่มั่นกัมพูชา พร้อมเตือนเฝ้าระวังจรวด BM-21
สำนักข่าวบริคอินโฟ – กองทัพภาคที่ 2 ออกแถลงการณ์ชี้แจงสถานการณ์ชายแดนล่าสุด ยืนยันมีการใช้กำลังเข้าปฏิบัติการทางทหารต่อเป้าหมายใน กัมพูชา รวม 5 จุดสำคัญ ทั้งในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามและยับยั้งขีดความสามารถของคู่ขัดแย้ง หลังตรวจพบความเคลื่อนไหวทางอาวุธหนักที่อาจเป็นอันตรายต่อประชาชนไทย พร้อมแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังการโจมตีกลับด้วยอาวุธหนักในช่วงเวลากลางคืน
- เช็กเขตห้ามบินโดรนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด และพื้นที่เสี่ยง เริ่ม 9 ธ.ค. นี้ หลัง CAAT ออกประกาศด่วน
- เอไอเอส ผนึกกองทัพ ดูแลเครือข่ายพื้นที่เสี่ยงชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมขยายเวลาชำระค่าบริการช่วยผู้ประสบภัย
- นายกฯ แถลงการณ์ด่วน ย้ำไทยไม่เริ่มก่อนแต่พร้อมโต้ตอบทางทหารป้องอธิปไตย เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา
วันนี้ (8 ธันวาคม 2568) กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการทางทหารภายในขอบเขตเส้นปฏิบัติการ (Line of Operation) โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากการตรวจสอบข้อมูลทางยุทธการและพบว่าฝ่าย กัมพูชา ได้มีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนัก จัดกำลังเตรียมพร้อมรบ และเตรียมการยิงสนับสนุน ซึ่งพิจารณาแล้วว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของ ประเทศไทย และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน จึงมีความจำเป็นต้องปฏิบัติการทางทหารเพื่อยับยั้งและทำลายขีดความสามารถดังกล่าว ภายใต้เป้าหมายหลักในการรักษาความมั่นคงของรัฐ
สำหรับรายละเอียดการปฏิบัติการในครั้งนี้ ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ 5 จุด ได้แก่ 1. การยิงทำลายตึกร้างซึ่งระบุว่าเป็นที่ทำการเครือข่ายสแกมเมอร์ บริเวณช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี 2. การยิงทำลายเสา Anti Drone ในพื้นที่พระวิหารและห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 3. การเข้ากวาดล้างพื้นที่สวนมะม่วงหิมพานต์ที่รุกล้ำเส้นปฏิบัติการ บริเวณช่องระยี ทางทิศตะวันออกของช่องจอม 4. การเข้าควบคุมพื้นที่ปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ และ 5. การยิงทำลายกระเช้าลำเลียงเสบียงบริเวณเนิน 350 ปราสาทตาควาย
นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังได้ประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าในช่วงเวลากลางคืน ฝ่ายตรงข้ามอาจมีการตอบโต้ด้วยการใช้อาวุธ จรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ยิงเข้ามายังฝั่งไทย โดยเพ่งเล็งพื้นที่เป้าหมายเดิมที่เคยถูกโจมตี หรือพื้นที่พลเรือน เพื่อสร้างความสับสนในสนามรบ ซึ่งทางกองทัพได้เตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ดังกล่าวไว้แล้ว
ทั้งนี้ แถลงการณ์ระบุทิ้งท้ายว่า ภารกิจดังกล่าวเป็นการดำเนินการอย่างรอบคอบตามหลักสากลของการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defence) และกฎบัตรสหประชาชาติ โดยยึดหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (Necessity & Proportionality) เน้นเป้าหมายเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร คลังอาวุธ และศูนย์บัญชาการ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขยายวงกว้าง
