ข่าว
3 สถานทูต ชี้ ไทยเนื้อหอม สามารถดึงดูดลงทุนด้วยโครงสร้างพื้นฐาน-ทำเลทอง-นโยบายยั่งยืน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – เปิดมุมมองด้านเศรษฐกิจจาก 3 มือเศรษฐกิจของ 3 สถานทูต ญี่ปุ่น-สหราชอาณาจักร-ลักเซมเบิร์ก ในงาน Thailand Fast Track: Attracting Global Community, Accelerating Thailand’s Growth โดย ทรู ดิจิทัล พาร์ค
Zak Lawton เลขาธิการด้านเทคโนโลยีและหัวหน้าส่วนด้านการลงทุนสถานทูตสหราชอาณาจักร ระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยโดยเฉพาะด้านอินเทอร์เน็ตถือว่าเป็นส่วนที่ดีเยี่ยม ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าสนใจในมุมมองของการลงทุน โดยเฉพาะในยุคที่ความไม่แน่นอนของโลกผันผวนสูงมาก
ที่ผ่านมามีการร่วมมือกันระหว่างสามประเทศ คือ สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ และประเทศไทย เพื่อผลักดันการดำเนินการด้านเอกสารราชการเป็นดิจิทัลทั้งหมด เพื่อลดโอกาสความผิดพลาด สร้างความสะดวกสบาย และเพิ่มความรวดเร็วในการทำธุรกรรมต่าง ๆ กับภาครัฐ ซึ่งนั้นเป็นความท้าทายอย่างมาก แต่หากทำสำเร็จจะนับเป็นความสำเร็จของทุกภาคส่วน
“ข้อได้เปรียบหนึ่งของประเทศไทย คือ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่อยากให้ประเทศไทยนึกถึงคือความร่วมมือในระดับภูมิภาค ให้เชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น” Zak Lawton กล่าว
Eric Lauer ที่ปรึกษาด้านการค้าและการลงทุนสถานทูตลักเซมเบิร์ก ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในจุดที่น่าสนใจและมีโอกาสสูงในตลาดโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และธุรกิจด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจในอนาคตที่จะเติบโตเช่น ยานยนต์ไฟฟ้า และเทรนด์ด้านสุขภาพ
ขณะที่อีกหนึ่งแรงผลักดันหนึ่งคือความมุ่งมั่นของรัฐรัฐบาลไทยการส่งเสริมเศรษฐกิจและเทคโนโลยีด้านการเงินและความยั่งยืน โดยประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่มีตราสารหนี้ที่เชื่อมกับความยั่งยืน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าประทับใจเป็นอย่างมาก
“ขณะเดียวกันปัจจัยความท้าทายที่จะช่วยทำให้ ประเทศไทยสามารถส่งเสริมการลงทุนได้ คือการปรับกฎเกณฑ์บางอย่างให้ง่ายต่อการทำธุรกิจ เพราะในรูปของการทำธุรกิจจะพิจารณาปัจจัยเสี่ยงอยู่สามอย่างคือ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ของประเทศนั้นนั้น , กฎเกณฑ์และข้อบังคับ และ ต้นทุนในการทำธุรกิจ” Eric Lauer กล่าว
Kajiwara Totu อัครราชทูตและผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจของสถานทูตญี่ปุ่น ระบุว่า ประเทศไทยและญี่ปุ่นนับเป็นสองประเทศที่มีการทำธุรกิจร่วมกันมาอย่างยาวนาน เช่น องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ “เจโทร” กรุงเทพฯ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2502 และสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI) ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีบริษัทญี่ปุ่นมากมายพยายามที่จะร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานใหม่ใหม่กับบริษัทไทย อย่างบริษัทสตาร์ทอัพ และ บริษัทต่างๆที่ทำธุรกิจในไทยก็มีมีการฝึกฝนแรงงานของไทยด้วย ซึ่งเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเสริมสร้างความร่วมมือกันทางธุรกิจให้ไทยแข็งแกร่งมากขึ้น
“ความท้าทายหนึ่งในโลกธุรกิจ คือปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งประเทศไทยถือว่าได้ทำนโยบายต่างๆไปทิศทางที่เป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจ เช่น การส่งเสริมธุรกิจ BCG , ESG ซึ่งอีกสิ่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นพยามทำการส่งเสริมเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์ในท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการเติบโตนอกเมืองหลัก ถือเป็นสิ่งที่ประเทศไทยก็พยายามทำอยู่เช่นกัน” Kajiwara Totu กล่าว
