บทความ
สแกนม่านตา: สคส. ชี้เป็นกรณีศึกษาที่ท้าทายกฎหมาย PDPA และจริยธรรมสังคม
สำนักข่าวบริคอินโฟ – การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการ สแกนม่านตา เพื่อแลกกับผลประโยชน์ กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ของประเทศไทย และยังเป็นประเด็นที่สร้างความท้าทายต่อหลักการทางรัฐประศาสนศาสตร์ จริยธรรมในการบริหาร และความรับผิดชอบต่อประชาชน ตามที่นางสาววีรินทร์ อรวัฒนพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้ออกมาแสดงความเห็นผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว
การสแกนม่านตาจัดเป็น ข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งต้องอาศัยความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลและมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดเป็นพิเศษ ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการและความไม่รู้ทั้งจากฝั่งประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูลและองค์กรผู้ดำเนินการ ประชาชนจำนวนมากอาจขาดความเข้าใจว่าข้อมูลม่านตาเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ การให้ความยินยอมโดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงจึงอาจนำไปสู่ความเสี่ยงมหาศาลในระยะยาว ขณะที่องค์กรผู้ดำเนินการแม้จะอ้างว่าไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนบุคคล แต่การแปลงข้อมูลม่านตาเป็นรหัส (Iris Code) ที่ใช้ระบุและป้องกันการสแกนซ้ำได้ สะท้อนว่าข้อมูลดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังตัวบุคคลได้ทางอ้อม ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของ PDPA ที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล
ในมุมของรัฐประศาสนศาสตร์ กรณีนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของหน่วยงานกำกับดูแลว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะใช้ หลักการกำกับดูแลเชิงรุก (Proactive Regulation) เพื่อปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงที่มาพร้อมกับนวัตกรรมหรือไม่ โดยต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยีและสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนรับทราบอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ การสแกนม่านตายังเป็นโจทย์ท้าทาย ความไว้วางใจ (Trust) และ จริยธรรม (Ethics) ในยุค AI อย่างยิ่ง
นางสาววีรินทร์ กล่าวว่า “การจูงใจประชาชนให้แลกข้อมูลอ่อนไหวด้วยผลตอบแทนทางการเงิน ก่อให้เกิดคำถามเชิงจริยธรรมอย่างยิ่งในประเด็นเรื่อง ‘การแสวงหาประโยชน์จากผู้ด้อยโอกาส’ หรือการใช้กลยุทธ์ที่อาจทำให้ประชาชนตัดสินใจโดยขาดข้อมูลที่รอบด้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารและองค์การต้องตั้งคำถามกับตัวเองอย่างซื่อสัตย์ ว่านวัตกรรมที่สร้างขึ้นมานั้นมีรากฐานอยู่บนหลักการทางจริยธรรมที่เหมาะสมหรือไม่”
ปัญหาของการ สแกนม่านตา จึงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีที่ไม่ดี แต่เป็นเรื่องของ คน และ ความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญ เครื่องมือและนโยบายจะไม่มีความหมายหากขาดซึ่งความเข้าใจและความรับผิดชอบของมนุษย์ ทั้งในฐานะผู้พัฒนา ผู้ให้บริการ และผู้ใช้งาน การ สแกนม่านตา จึงเป็นเพียง “กระจก” บานล่าสุดที่สะท้อนให้เห็นว่าสังคมต้องพัฒนาอีกมากเพียงใด ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ยุค AI ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
