ข่าว
สคส. สั่งระงับ World “สแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต” ชี้ไม่เป็นไปตามหลัก PDPA เตรียมส่ง DSI ขยายผล
สำนักข่าวบริคอินโฟ – สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้ออกคำสั่งทางปกครองให้ธุรกิจบริการ “สแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต” ระงับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลประเภท “ข้อมูลชีวภาพ” (Biometric Data) เพิ่มเติมในทันที และให้ลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่ถูกเก็บไปแล้วจำนวนกว่า 1.2 ล้านราย เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า กระบวนการขอความยินยอมเพื่อเก็บ ข้อมูลม่านตา ซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) นั้น ไม่เป็นไปโดยอิสระ ตามที่กฎหมาย พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) กำหนด โดยพบว่ามีการจูงใจด้วยการให้ เหรียญคริปโตเคอเรนซี เป็นค่าตอบแทน นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ยังเปิดเผยว่า นอกเหนือจากความผิดตามกฎหมาย PDPA แล้ว ยังมีประเด็นน่าสงสัยอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่น โดยเตรียมส่งเรื่องให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาสืบสวนขยายผลต่อไป
- ตำรวจ บช.สอท.-ก.ล.ต. ไล่ตรวจ-จับผู้ต้องสงสัยให้บริการแลกเหรียญ Worldcoin (WLD) เข้าข่ายทำธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต
- World สยบข่าวลือ ย้ำชัดเทคโนโลยีสแกนม่านตาใช้แค่ยืนยัน “ความเป็นมนุษย์” ไม่เก็บข้อมูลส่วนตัว ย้ำคุยกับ PDPC ตลอด พร้อมลงทุน 25 ล้านบาทในไทย
คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ของ สคส. ได้ตรวจสอบรายละเอียดของธุรกิจดังกล่าวและพยานหลักฐานต่าง ๆ พบว่า ผู้ให้บริการไม่ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายอย่างครบถ้วน การให้ คริปโตเคอเรนซี เพื่อแลกกับความยินยอมในการเก็บ ข้อมูลม่านตา ถูกตีความว่าเป็นการขอความยินยอมที่ ไม่เป็นไปโดยอิสระ ซึ่งขัดต่อหลักการของ PDPA ขณะเดียวกัน วัตถุประสงค์ที่แจ้งในการขอความยินยอมคือ “เพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์” เท่านั้น แต่จากการตรวจสอบพบว่าผู้ที่เคยสแกนไปแล้วไม่สามารถสแกนซ้ำได้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการดำเนินการมีวัตถุประสงค์เพื่อ ยืนยันถึงตัวบุคคล ที่สแกนไปแล้วด้วย ทำให้การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว เกินขอบเขตวัตถุประสงค์ ที่ขอความยินยอมตั้งแต่แรก
พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยถึงคำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ว่า ได้สั่งการให้ผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเก็บ ข้อมูลม่านตา ต้อง ระงับหรืองดการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ในรูปแบบการสแกนม่านตาเพื่อรับเหรียญคริปโตเคอเรนซีเพิ่มเติมโดยทันที และต้องรายงานผลการดำเนินการต่อ สคส. ภายใน 7 วัน พร้อมทั้งสั่งให้ ลบทำลายข้อมูลม่านตา และข้อมูลส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องของประชาชนจำนวน 1.2 ล้านคน ทั้งหมด เพื่อป้องกันการโอนย้ายถ่ายเทข้อมูลไปยังต่างประเทศโดยไม่ถูกกฎหมาย การมีคำสั่งดังกล่าวเป็นไปเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่อาจรั่วไหล และป้องกันการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้โดยไม่ถูกต้อง เช่น การซื้อขาย หรือใช้ประโยชน์ทางการค้าโดยมิชอบ
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า กระทรวงฯ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการ ยืนยันความเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม การเก็บรวบรวม ข้อมูลชีวภาพ จะต้องทำภายใต้กรอบที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด โดยต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ เลขาธิการ สคส. ยืนยันว่า การระงับการดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ “ป้องกันความเสียหาย” ที่เกิดขึ้นจากการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ผิดกฎหมาย โดย “ไม่เป็นการปิดกั้นการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการยืนยันความเป็นมนุษย์” แต่เป็นไปเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน
ด้านบริษัทผู้ให้บริการ World ได้ออกประกาศระบุว่า ได้รับจดหมายจาก PDPC และได้ ระงับกระบวนการยืนยันความเป็นมนุษย์จริง ในประเทศไทยชั่วคราวแล้ว แม้จะยืนยันว่าได้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของประเทศไทยอย่างครบถ้วน และได้ให้ข้อมูลและความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด การระงับครั้งนี้ บริษัทฯ เห็นว่าอาจ ส่งผลกระทบในทางลบต่อคนไทยหลายล้านคน ที่เลือกใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อช่วยปกป้องตนเองจากการหลอกลวง การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล และภัยคุกคามจากการฉ้อโกงที่ขับเคลื่อนด้วย AI ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และ สคส. (PDPC) เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป
จากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากการตรวจพบการกระทำความผิดตามกฎหมาย PDPA แล้ว ยังมีประเด็นน่าสงสัยอื่น ๆ เช่น กรณีขบวนการจ้างคนมา สแกนม่านตาแลกเหรียญ เพื่อนำไปให้บุคคลอื่นใช้ โดยก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตำรวจไซเบอร์ได้ตรวจพบและจับกุมผู้รับแลก เหรียญดิจิทัล โดยไม่ได้รับอนุญาตมาแล้วหลายราย ด้วยเหตุนี้ จึงมีการส่งเรื่องให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วม สืบสวนขยายผล เนื่องจากสงสัยว่าอาจมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายอื่น ๆ อีกด้วย ทั้งนี้ มีรายงานว่า ประเทศอื่น ๆ ไม่น้อยกว่า 8 ประเทศ ได้มีการแบนการดำเนินการในลักษณะนี้ไปแล้วเช่นกัน โดยมี 5 ประเทศที่มีคำสั่งระงับชัดเจน ได้แก่ เยอรมนี สเปน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และ บราซิล ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการสากล
