ข่าว
สคส. จี้บริษัทแจงชัด “สแกนม่านตา” ย้อนกลับระบุตัวตนได้ แนะประชาชนระวังก่อนให้ข้อมูล
สำนักข่าวบริคอินโฟ – สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้ออกมาแสดงความกังวลและเรียกร้องให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการ สแกนม่านตา หรือ Iris Scan ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ชัดเจน เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นที่ข้อมูลดังกล่าวยังสามารถถูกใช้เพื่อระบุตัวตนย้อนหลังได้ แม้จะมีการอ้างว่าข้อมูลถูกลบทิ้งแล้วก็ตาม พร้อมทั้งย้ำเตือนประชาชนให้ตระหนักถึงความเสี่ยงก่อนตัดสินใจให้ความยินยอม โดยระบุว่าข้อมูลม่านตาจัดเป็น ข้อมูลชีวมิติ (Biometric Data) ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวตามกฎหมาย
พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เปิดเผยภายหลังการตรวจสอบกรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นประเด็นด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคมไทยด้วย พ.ต.อ. สุรพงศ์ เน้นย้ำว่า ข้อมูลชีวมิติ (Biometric Data) โดยเฉพาะ ข้อมูลม่านตา เป็นข้อมูลอ่อนไหวที่ต้องได้รับความยินยอมอย่างถูกต้องและโปร่งใส โดยบริษัทจะต้องมีความโปร่งใสในการแจ้งวัตถุประสงค์ที่แท้จริง และต้องคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลอย่างครบถ้วน
จากการตรวจสอบที่ผ่านมา สคส. พบข้อกังวลหลายประเด็น แม้บริษัทจะอ้างว่า การสแกนม่านตา มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์และป้องกันการสแกนซ้ำเท่านั้น แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่ามีการลบทำลายข้อมูลจริงหรือไม่ นอกจากนี้ยังพบกรณีที่มีการจ้างบุคคลให้มาสแกนม่านตาเพื่อแลกกับเหรียญ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการนำไปใช้ในทางมิชอบ แม้บริษัทจะยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพ แต่ สคส. เห็นว่าควรมีมาตรการเชิงรุก เช่น การจัดทำป้ายแจ้งเตือนที่ชัดเจน และการจัดเจ้าหน้าที่ควบคุมในพื้นที่
หลังจากที่บริษัทได้ชะลอการดำเนินการและแสดงหลักฐานต่อสาธารณชนแล้ว พบว่าข้อมูลม่านตายังสามารถย้อนกลับไป ระบุตัวบุคคล ได้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนควรรับรู้ก่อนการตัดสินใจให้ความยินยอม พ.ต.อ. สุรพงศ์ กล่าวว่า หากการขอความยินยอมไม่ได้แจ้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าข้อมูลยังสามารถยืนยันตัวบุคคลได้ อาจถือเป็นการขอความยินยอมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งมีโทษปรับทางปกครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท
พ.ต.อ. สุรพงศ์ กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่คือความมั่นคงของสังคม ซึ่งมาตรการในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลคือ ต้องสื่อสารข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจอย่างตรงไปตรงมา” พร้อมยืนยันว่า สคส. จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและสมดุลกับการพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยต่อไป
