ข่าว
รัฐบาลเตือนนำสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัสแลกเงินสด มีความผิดฐานฉ้อโกง คุกสูงสุด 3 ปี ปรับ 6 หมื่น
สำนักข่าวบริคอินโฟ – รัฐบาลออกโรงเตือนประชาชนและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ห้ามนำสิทธิไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดโดยเด็ดขาด หากตรวจพบไม่มีการซื้อขายสินค้าจริงจะถือว่ามีความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามตรวจสอบพฤติกรรมทุจริตอย่างใกล้ชิด
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การนำสิทธิจากโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ไปแลกเป็นเงินสด ถือเป็นการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์ของโครงการและเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยมีความผิดฐานฉ้อโกงเนื่องจากเป็นการเจตนาหลอกลวงผู้อื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งจะมีบทลงโทษตามกฎหมายมาตรา 341 ทั้งกับผู้รับแลกเงินและผู้ใช้สิทธิ
นอกจากนี้ รัฐบาลได้สั่งการให้ดำเนินการติดตามตรวจสอบการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทางภาครัฐจะระงับการจ่ายเงินให้กับร้านค้าดังกล่าวทันที พร้อมทั้งระงับไม่ให้เข้าร่วมรับสิทธิอื่นๆ ในโครงการของรัฐ และจะต้องชดใช้เงินคืนให้แก่รัฐบาลอีกด้วย ส่วนผู้ที่โพสต์ข้อความเชิญชวนในลักษณะของการแลกสิทธิเป็นเงินสด จะมีการส่งข้อมูลให้กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
“รัฐบาลสั่งการให้ติดตามตรวจสอบโครงการไทยช่วยไทยพลัสอย่างใกล้ชิด หากพบทำความผิดจริงจะระงับการจ่ายเงินให้แก่ร้านดังกล่าว พร้อมทั้งระงับไม่ให้เข้ารับสิทธิ์อื่นๆ ในโครงการของรัฐ และต้องชดใช้เงินคืนรัฐ นอกจากนี้ ผู้ที่โพสข้อความเชิญชวนแลกสิทธิเป็นเงินสด จะถูกส่งข้อมูลให้กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายทุจริตผิดกฎหมายในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กรมค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1569 กระทรวงการคลัง โทร 02 273 9020 ต่อ 3697 3527 3548 3509 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โทร 02-111-1144 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1559 ตลอด 24 ชั่วโมง” นางสาวพลอยทะเล ระบุ
สำหรับโครงการดังกล่าวจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาพลังงาน โดยมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาภาระค่าครองชีพและลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน พร้อมทั้งช่วยประคับประคองเศรษฐกิจฐานรากและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศผ่านกลุ่มร้านค้ารายย่อย ซึ่งทางภาครัฐจะช่วยสนับสนุนจ่ายค่าสินค้าให้ในอัตรา 60% และประชาชนสมทบจ่ายเอง 40%
“โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาพลังงาน โดยมุ่งเน้นบรรเทาภาระค่าครองชีพ ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงประคับประคองเศรษฐกิจฐานราก ไปพร้อมกับการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศผ่านร้านค้ารายย่อย เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยภาครัฐช่วยจ่ายให้สูงถึง 60% และประชาชนจ่ายเองเพียง 40% ขอเตือนพี่น้องประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อ แลกสิทธิเด็ดขาด เข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง”” นางสาวพลอยทะเล กล่าวปิดท้าย
