Connect with us

ข่าว

ทรู ชำระค่าคลื่น 2600 MHz งวดที่ 3 กว่า 2.8 พันล้านบาท เดินหน้าเสริมโครงข่าย 5G หนุนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

Published

on

ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น หรือ TUC ชำระค่าคลื่น 2600 MHz งวดที่ 3 จำนวนกว่า 2.8 พันล้านบาท แก่สำนักงาน กสทช. มุ่งพัฒนาเครือข่าย 5G และ IoT หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล

สำนักข่าวบริคอินโฟ – บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด หรือ TUC ในเครือของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ True Corporation เข้าดำเนินการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz งวดที่ 3 ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เป็นจำนวนเงินรวมกว่า 2,868 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมและเทคโนโลยี 5G อย่างต่อเนื่อง รองรับการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมสมัยใหม่ในประเทศไทย

รายละเอียดการชำระเงินในครั้งนี้ เป็นการจ่ายค่าคลื่นความถี่ในช่วง 2600–2690 MHz งวดที่ 3 คิดเป็นจำนวนเงินสุทธิ 2,868,598,666.52 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยทางบริษัทได้ส่งมอบเงินพร้อมกับวางหนังสือค้ำประกันการชำระเงินประมูลในส่วนที่เหลือให้แก่ทาง สำนักงาน กสทช. ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้จากการประมูลคลื่นความถี่ ซึ่งมีผู้แทนจากทาง ทรู คอร์ปอเรชั่น (True Corporation) ได้แก่ นายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร หัวหน้าสายงานรัฐกิจสัมพันธ์และกำกับดูแล และนางสาวกนกพร คุณชัยเจริญกุล หัวหน้าสายงานกลยุทธ์กฎระเบียบการกำกับดูแลกิจการ เป็นผู้ส่งมอบให้แก่ นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการ กสทช. ณ สำนักงาน กสทช. เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569

สำหรับการชำระค่าคลื่นในครั้งนี้สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด โดยทาง ทรู (True) ระบุว่าคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz ถือเป็นคลื่นหลักในการพัฒนาเครือข่าย 5G ที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งในด้านความเร็วและความจุของโครงข่าย ซึ่งทางบริษัทได้นำคลื่นดังกล่าวไปพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพสัญญาณให้มีความครอบคลุมและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับความต้องการใช้งานด้านดิจิทัลที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งในภาคประชาชน ธุรกิจ และอุตสาหกรรมในวงกว้าง

นอกจากนี้ การบริหารจัดการคลื่นความถี่อย่างเต็มศักยภาพยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย โดยเฉพาะการสนับสนุนเทคโนโลยีอุบัติใหม่ อาทิ Internet of Things (IoT) และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่ภาคธุรกิจไทยในระดับนานาชาติ ซึ่งการพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่องนี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

Advertisement
Continue Reading
Advertisement