ข่าว
ชายญี่ปุ่นหัวหมอใช้ช่องโหว่กฎหมายขโมยสมาร์ทโฟน ก่อนนำส่งตำรวจเพื่อเรียกรับเงินรางวัล กว่า 60 ครั้ง
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ตำรวจกรุงโตเกียวเข้าจับกุมชายวัย 57 ปี หลังก่อเหตุขโมยสมาร์ทโฟนของผู้อื่นในร้านอาหาร แล้วนำไปส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจโดยอ้างว่าเป็น ของหาย (Lost Property) เพื่อเรียกรับเงินรางวัลตามกฎหมาย พระราชบัญญัติทรัพย์สินที่สูญหาย (Lost Property Act) ของประเทศญี่ปุ่น โดยจากการตรวจสอบประวัติพบว่าผู้ต้องหารายนี้มีพฤติกรรมส่งมอบของหายมาแล้วกว่า 60 ครั้ง ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เมื่อนาย มิตสึโยชิ นาไก (Mitsuyoshi Nakai) วัย 57 ปี เดินเข้าไปยังสถานีตำรวจในกรุงโตเกียวเพื่อส่งมอบสมาร์ทโฟนที่อ้างว่าเก็บได้ พร้อมระบุความประสงค์อย่างชัดเจนว่า “ผมต้องการเงินรางวัล” ซึ่งตามกฎหมายญี่ปุ่นระบุว่า ผู้ที่เก็บของหายได้และนำส่งคืนเจ้าของมีสิทธิ์ได้รับเงินรางวัลตอบแทนคิดเป็นมูลค่าระหว่าง 5-20 เปอร์เซ็นต์ของราคาทรัพย์สินนั้น ๆ โดยเจ้าของสมาร์ทโฟนซึ่งเป็นชายวัย 50 ปีเศษ ได้มอบเงินรางวัลให้แก่นายนาไกเป็นจำนวน 5,000 เยน หรือประมาณ 1,100 บาท ตามคำร้องขอ
อย่างไรก็ตาม เจ้าของสมาร์ทโฟนเกิดความสงสัยว่าเคยพบนายนาไกที่ไหนมาก่อน จึงตัดสินใจตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านอาหารในเขต โกโต (Koto Ward) ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาจำได้ว่าวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะก่อนจะลุกไปกดน้ำดื่ม ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นหลักฐานมัดตัวว่า นายนาไกได้ฉวยโอกาสขโมยสมาร์ทโฟนเครื่องดังกล่าวไปในขณะที่เจ้าของไม่อยู่ที่โต๊ะ ก่อนจะนำไปส่งตำรวจเพื่อสร้างสถานการณ์ว่าเป็นผู้พลเมืองดีที่เก็บของได้
แม้จะมีหลักฐานชัดเจน แต่นายนาไกยังคงให้การปฏิเสธข้อหาโดยอ้างว่าตนเองไม่ได้ทำความผิด โดยระบุว่า “สิ่งที่ผมทำก็แค่การนำของหายไปส่งที่สถานีตำรวจ ดังนั้นผมย่อมมีสิทธิ์ได้รับเงินรางวัลตามกฎหมายอย่างถูกต้อง” แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากพบสถิติย้อนหลังว่านายนาไกเคยส่งมอบของหายมาแล้วมากกว่า 60 ครั้ง และมีการรับเงินรางวัลไปแล้วอย่างน้อย 14 ครั้ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงผิดปกติสำหรับคนทั่วไป
ปัจจุบัน นาย มิตสึโยชิ นาไก (Mitsuyoshi Nakai) ถูกตั้งข้อหาลักทรัพย์และฉ้อโกง ขณะที่กระแสสังคมออนไลน์ในญี่ปุ่นต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมดังกล่าวว่าเป็นการกระทำที่น่าอับอายและใช้ความพยายามในทางที่ผิด นอกจากนี้ยังมีเสียงเรียกร้องให้มีการทบทวนกฎหมาย พระราชบัญญัติทรัพย์สินที่สูญหาย (Lost Property Act) เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นช่องทางของมิจฉาชีพในการกรรโชกทรัพย์ในคราบพลเมืองดีอีกต่อไป
