ข่าว
รัฐบาลหนุนสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 เผยเกณฑ์จ่ายค่าฝากครรภ์ คลอดบุตร และเงินสงเคราะห์บุตร 1,000 บาท
สำนักข่าวบริคอินโฟ – รัฐบาลไทยเดินหน้าบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มความมั่นคงในการเลี้ยงดูบุตรให้แก่ผู้ประกันตน มาตรา 33 และผู้ประกันตน มาตรา 39 ผ่านการสนับสนุนสิทธิประโยชน์กรณีตั้งครรภ์และคลอดบุตร ครอบคลุม 3 กรณีสำคัญ ได้แก่ ค่าตรวจและฝากครรภ์สูงสุด 1,500 บาท เงินค่าคลอดบุตร 15,000 บาท และเงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 1,000 บาทต่อคน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตครอบครัวแรงงานท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การรับผลประโยชน์ทดแทนของกองทุนประกันสังคม โดยระบุว่าสิทธิประโยชน์แรกคือ กรณีตรวจและฝากครรภ์ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะจ่ายผลประโยชน์ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,500 บาท แบ่งตามอายุครรภ์เป็น 5 ช่วง ได้แก่ อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ จ่ายไม่เกิน 500 บาท อายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ จ่ายไม่เกิน 300 บาท อายุครรภ์ 20-28 สัปดาห์ จ่ายไม่เกิน 300 บาท อายุครรภ์ 28-32 สัปดาห์ จ่ายไม่เกิน 200 บาท และอายุครรภ์ 32-40 สัปดาห์ขึ้นไป จ่ายไม่เกิน 200 บาท โดยผู้ประกันตนชายสามารถใช้สิทธิแทนภรรยาได้ และต้องแนบเอกสาร เช่น ใบรับรองแพทย์ หรือสำเนาสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก พร้อมใบเสร็จรับเงิน รวมถึงสำเนาทะเบียนสมรสหรือหนังสือรับรองกรณีไม่มีทะเบียนสมรสประกอบการยื่น
สำหรับกรณีที่ 2 คือ กรณีคลอดบุตร กำหนดให้ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนเดือนที่ใช้สิทธิ มีสิทธิได้รับเงินค่าคลอดบุตรจำนวน 15,000 บาท ต่อการคลอด 1 ครั้ง โดยสามารถเบิกได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และกรณีที่ 3 คือ กรณีสงเคราะห์บุตร สำหรับผู้ประกันตนที่นำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือนก่อนเดือนที่มีสิทธิ โดยกองทุนจะจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์ ในอัตราเดือนละ 1,000 บาทต่อคน คราวละไม่เกิน 3 คน
“รัฐบาลมุ่งมั่นดูแลผู้ประกันตนให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วน ทั้งด้านการฝากครรภ์ การคลอดบุตร และการสงเคราะห์บุตร เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ครอบครัวผู้ประกันตน และสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ ผู้ประกันตนสามารถยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนผ่านระบบ e-Self Service หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ และสายด่วน 1506 ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง” นางสาวพลอยทะเล กล่าว
