Connect with us

ข่าว

“ข้อมูล” และ AI ยุทธศาสตร์สำคัญของธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก หลังพบผู้บริโภคแห่ใช้ TikTok แซงหน้า Facebook

Published

on

ไวซ์ไซท์ ชี้ “ข้อมูล” และ AI คืออาวุธสำคัญให้ธุรกิจไทยเติบโตในตลาดโลก เผยเทรนด์ผู้บริโภคหันใช้ TikTok สร้าง Engagement สูงสุด พร้อมยกกรณี Ricult และ MK Group ที่นำ AI และ Data มาใช้พลิกเกมแข่งขัน

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ข้อมูลเชิงลึกและ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่จะชี้ขาดความสำเร็จของ ธุรกิจไทย ในการแข่งขันระดับโลก โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจภายในประเทศยังขยายตัวต่ำ แต่ภาคธุรกิจกลับต้องการการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก ไวซ์ไซท์ (WISESIGHT) ชี้ว่าการนำ Social Listening และ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งได้ พร้อมยกกรณีศึกษาจาก Ricult ในภาคเกษตร และ MK Group ในภาคบริการ ที่นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาขับเคลื่อนองค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

นายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา Future Forum 2025: The Great Transformation ที่จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) โดยเน้นย้ำว่า “ข้อมูลคืออาวุธใหม่ที่ชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในตลาดโลก” การใช้ข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเก็บสถิติ แต่เป็นการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจทางธุรกิจที่แม่นยำและการคาดการณ์อนาคตที่ใกล้เคียงความจริง โดยไวซ์ไซท์ได้พัฒนากรอบการวิเคราะห์ผ่าน Social Listening ครอบคลุมข้อมูล 4 มิติ ได้แก่ ข้อมูลผู้บริโภค องค์กรและแบรนด์ ข้อมูลจากอินฟลูเอนเซอร์ และข้อมูลอีคอมเมิร์ซ ทั้งนี้ ปริมาณการใช้ข้อมูลมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้สมองมนุษย์มีข้อจำกัดในการประมวลผล จึงต้องพึ่งพา AI ดังเช่นกรณีของจีนและเกาหลีใต้ที่ใช้ AI ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย พบว่า ปัจจุบัน TikTok กลายเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างปริมาณคอนเทนต์และการมีส่วนร่วม (Engagement) สูงสุดถึง 88% แม้จะมาจากคอนเทนต์เพียง 11% เท่านั้น ซึ่งเปลี่ยนไปจากในอดีตที่ Facebook เคยเป็นผู้นำ และยังพบความแตกต่างของแพลตฟอร์มที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจการเงินได้ Engagement มากจาก YouTube ขณะที่ธุรกิจความงามเติบโตสูงบน TikTok การทำความเข้าใจพลวัตเหล่านี้จะช่วยให้แบรนด์วางกลยุทธ์และการลงทุนด้านคอนเทนต์ได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น

ในด้านความก้าวหน้าของ AI มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เห็นได้จาก ChatGPT ที่เปิดตัวเมื่อปลายปี 2565 และมีผู้ใช้งานรายสัปดาห์กว่า 500 ล้านคนภายในสามปี นอกจากนี้ AI Coding ยังเข้ามามีบทบาทช่วยลดเวลาและความผิดพลาดในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งคาดว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยนายกล้าทิ้งท้ายว่า “Data Game” คือสนามแข่งขันใหม่ที่ทุกองค์กรต้องเข้ามาเป็นผู้เล่น การบริหารจัดการข้อมูลและการนำ AI มาใช้อย่างมีกลยุทธ์จะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะครองตลาดโลก

Advertisement

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยก็มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเช่นกัน โดยนายอุกฤษ อุณหเลขกะ ผู้ก่อตั้ง Ricult (รีคัลท์) ได้ชี้ให้เห็นถึงการนำ เทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่ง และภาพถ่ายดาวเทียมมาช่วยเพิ่มและพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้แก่ เกษตรกรไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ AI เพื่อแก้ไขปัญหาด้านกฎระเบียบสากลและความยั่งยืนที่เข้มงวดมากขึ้นจากต่างประเทศ เช่น การพิสูจน์แหล่งที่มา (traceability) การไม่ทำลายป่า และการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (emission) AI สามารถตรวจสอบพื้นที่เกษตรนับร้อยล้านไร่ได้อย่างแม่นยำกว่า 90% และเร็วกว่าการใช้แรงงานมนุษย์มาก ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของ AI ในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลที่ดินให้แก่เกษตรกรได้กว่า 1 ล้านคน

ด้านธุรกิจบริการ นางสาวมยุรี จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MK Group ซึ่งมีแบรนด์ในเครืออย่าง MK, ยาโยอิ ได้ระบุว่า ปรัชญาธุรกิจยุค Experience Economy คือการสร้าง “ความทรงจำที่น่าจดจำ” ให้กับลูกค้า โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของยอดขาย (ROI) กับการสร้างความผูกพันทางอารมณ์ (Emotional Connection) ผ่านความเข้าใจ พฤติกรรมลูกค้า และการใช้ข้อมูลเชิงลึกเป็นหลัก ซึ่งนางสาวมยุรีกล่าวทิ้งท้ายว่า “การทำแบรนด์ไม่ใช่กิจกรรมชั่วคราว แต่ต้องสร้าง ‘โมเมนตัมต่อเนื่อง’ เพื่อสะสมความผูกพันระหว่างลูกค้าและแบรนด์ให้ยั่งยืน”