Connect with us

ข่าว

แพทย์เตือนโรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เสียสุขภาพระยะยาว

Published

on

แพทย์ รพ.วิมุต เตือนผู้ป่วยโรคอ้วนเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ส่งผลกระทบระบบเผาผลาญและการนอน แนะสังเกตอาการกรนสะดุ้งตื่น พร้อมพบแพทย์ตรวจ Sleep Test

สำนักข่าวบริคอินโฟ – แพทย์เฉพาะทางเตือนผู้ป่วยโรคอ้วนมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพการนอนและเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบเผาผลาญ ร่างกาย ตลอดจนโรคเรื้อรังอื่นๆ พร้อมแนะนำให้สังเกตอาการผิดปกติและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อรักษาอย่างถูกวิธี

นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์ แพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลวิมุต อธิบายว่า ผู้ป่วยโรคอ้วนจะมีไขมันสะสมบริเวณรอบคอ ลิ้น และผนังคอ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง เมื่อหลับกล้ามเนื้อคอจะคลายตัวจนเนื้อเยื่อหย่อนลงมาขวางทางเดินหายใจ ทำให้อากาศผ่านได้ยากเกิดเป็นเสียงกรน และอาจปิดสนิทจนหยุดหายใจชั่วขณะ เมื่อระดับออกซิเจนในเลือดลดลง สมองจะปลุกร่างกายให้ตื่นขึ้นมาหายใจ ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งต่อคืนโดยไม่รู้ตัว Selain นี้ ไขมันในช่องท้องยังกดกระบังลมทำให้หายใจลำบากยิ่งขึ้น

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับยังส่งผลกระทบย้อนกลับมาทำให้การลดน้ำหนักเป็นไปได้ยากขึ้น เนื่องจากคุณภาพการนอนที่ไม่ดีจะกระทบต่อฮอร์โมนที่ควบคุมความหิว ความอิ่ม และการเผาผลาญ ส่งผลให้ตื่นมาเหนื่อยง่าย หิวบ่อย และอยากอาหารที่มีไขมันหรือความหวานสูงขึ้น ทำให้เกิดวงจรน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและอาการหยุดหายใจรุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับสัญญาณเตือนที่ควรสังเกต ได้แก่ การนอนกรนเสียงดัง สะดุ้งตื่นเหมือนสำลักคอ หายใจไม่ออก มีอาการหยุดหายใจขณะนอนหลับ ส่วนช่วงตื่นนอนจะรู้สึกไม่สดชื่น ปวดศีรษะในตอนเช้า คอแห้ง ง่วงนอนระหว่างวัน สมาธิลดลง หรือมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

Advertisement

แนวทางการรักษาจำเป็นต้องทำควบคู่กันทั้งการจัดการโรคอ้วนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยเริ่มจากการประเมินดัชนีมวลกาย (BMI) คัดกรองภาวะแทรกซ้อน และทำการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อประเมินระดับความรุนแรง การลดน้ำหนักลง 5–10% ของน้ำหนักตัวเป็นหัวใจสำคัญผ่านการปรับพฤติกรรม ออกกำลังกาย หรือใช้ยาควบคุมน้ำหนักภายใต้การดูแลของแพทย์ ควบคู่กับการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) การใช้อุปกรณ์ในช่องปาก การผ่าตัดทางเดินหายใจ หรือการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะในกรณีที่โรครุนแรง

ทั้งนี้ การรับประทานยาช่วยนอนหลับเองโดยไม่ผ่านการตรวจวินิจฉัยอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ผู้มีอาการเสี่ยงจึงควรเข้ารับการคัดกรองจากแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมในระยะยาว