ข่าว
ยอดใช้จ่ายวันแรกโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 พุ่งทะลุ 2 พันล้านบาท ประชาชนร่วมสิทธิ์กว่า 8.7 ล้านราย
สำนักข่าวบริคอินโฟ – กระทรวงการคลัง เผยผลการดำเนินงานวันแรกของโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ในวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2569 มีประชาชนออกมาร่วมใช้จ่ายสะสมกว่า 8.72 ล้านราย คิดเป็นจำนวนครั้งการใช้จ่ายสูงถึง 13.89 ล้านครั้ง กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและร้านค้าทั่วประเทศแล้วมากกว่า 6.6 แสนร้านค้า ผลักดันให้ยอดสะสมรวมในวันแรกระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. ทะยานสุทธิกว่า 2,039.74 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของภาคประชาชนที่มีต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ระหว่างวันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2569 โดยมีผู้ได้รับสิทธิจำนวน 26,040,623 ราย นั้น สำหรับยอดรวมเม็ดเงินสะพัดในวันแรก สามารถแบ่งออกเป็นสัดส่วนเงินที่ภาคประชาชนร่วมจ่ายจำนวน 855.64 ล้านบาท และส่วนที่รัฐบาลร่วมจ่ายสมทบอีกจำนวน 1,184.10 ล้านบาท นอกจากนี้ จากรายงานสถิติล่าสุด ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 น. พบว่ามียอดการใช้จ่ายในระบบหมุนเวียนเวียนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 2,870.83 ล้านบาท แล้ว
สำหรับช่องทางและการใช้งานสิทธิ ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. ของแต่ละวัน ผ่านระบบ G-Wallet บนแอปพลิเคชัน เป๋าตัง (Paotang) โดยผู้ใช้สิทธิต้องเติมเงินเข้าสู่กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ล่วงหน้าเพื่อใช้สแกนจ่ายควบคู่ไปกับเงินอุดหนุนของรัฐบาล ซึ่งทางร้านค้าหรือผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะจะต้องบันทึกมูลค่าสินค้าและบริการตามความเป็นจริงเพื่อสร้าง QR code รองรับการสแกน โดยตัวแอปพลิเคชันจะจำแนกยอดเงินที่ประชาชนจ่ายเอง ส่วนที่รัฐร่วมจ่าย และโควตาสิทธิคงเหลือในรอบเดือนนั้น ๆ ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้ให้หมดวงเงิน 200 บาทต่อวัน แต่ควรบริหารจัดการให้ครบสิทธิรัฐร่วมจ่าย 1,000 บาทในแต่ละเดือน เนื่องจากวงเงินที่เหลือจะไม่สามารถนำไปสมทบหรือทบยอดในเดือนถัดไปได้
กลุ่มเป้าหมายผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการครอบคลุมทั้งร้านอาหาร เครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป ตลอดจนภาคบริการขนส่งมวลชนและสาธารณะอย่างกว้างขวาง ประกอบด้วย รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน หรือ แท็กซี่มิเตอร์ (TAXI – METER) รถตู้วิ่งโดยสารประจำทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถสองแถวรับจ้าง และรถจักรยานยนต์สาธารณะ รวมถึงระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าในเขตเมือง รถไฟ รถโดยสารประจำทางสาธารณะ รถร่วมบริการ และเรือโดยสารสาธารณะ เพื่ออำนวยความสะดวกในการลดภาระค่าครองชีพด้านการเดินทางให้กับประชาชน
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ กล่าวย้ำถึงหลักเกณฑ์ความโปร่งใสว่า “การสแกนจ่ายเงินผ่านโครงการฯ จะต้องมีการซื้อสินค้า/บริการจริงตามมูลค่าที่สแกนจ่าย ไม่อนุญาตให้ร้านค้าทอนเงินสด หรือรับแลกสินค้า/บริการคืนเป็นเงินสด ไม่ว่ากรณีใด เนื่องจากผิดวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ซึ่งจะถูกระงับสิทธิในโครงการฯ และรัฐจะดำเนินการในการเรียกเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายคืนต่อไป จึงขอความร่วมมือให้ร่วมกันใช้จ่ายตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของโครงการฯ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการลดค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจ และฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน”
