Connect with us

การเมือง

ยุติธรรมผนึกกำลังพลังงานทลายเครือข่ายกักตุนน้ำมัน พบพิรุธเรือปิดสัญญาณลอบขนส่งกลางทะเล

Published

on

กระทรวงยุติธรรมผนึกกำลังกระทรวงพลังงาน แถลงความคืบหน้าปราบขบวนการลักลอบขนส่งน้ำมันกลางทะเลและกักตุนน้ำมันในคลัง พบพิรุธเรือปิดสัญญาณ AIS และปริมาณน้ำมันปลายทางผิดปกติ

สำนักข่าวบริคอินโฟ – กระทรวงยุติธรรมจับมือกระทรวงพลังงานและหน่วยงานความมั่นคง แถลงความคืบหน้าการปราบปรามขบวนการกักตุนและลักลอบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง หลังพบพฤติการณ์ความผิดปกติอย่างรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะการปิดสัญญาณแจ้งตัวตนของเรือขนส่งน้ำมัน และการพบปริมาณน้ำมันปลายทางมากกว่าต้นทาง ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมย้ำชัดต่อจากนี้จะไม่มี “ไอ้โม่ง” ในขบวนการอีกต่อไป

พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (Royal Thai Police) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (Thai MECC) ร่วมกันเปิดเผยผลปฏิบัติการเชิงรุกตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยระบุว่าแผนประทุษกรรมมีการทำเป็นขบวนการทั้งทางบกและทางน้ำ ซึ่งขณะนี้กระทรวงพลังงานได้ตีกรอบมาตรการตรวจสอบให้กระชับขึ้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

จากการตรวจสอบเชิงลึกโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและภาคใต้ตอนบน พบความผิดปกติที่สำคัญคือพฤติกรรมของเรือต้องสงสัยจำนวน 20 เที่ยวเรือ จากทั้งหมด 24 เที่ยวเรือ มีการปิดระบบระบุตัวตนอัตโนมัติหรือสัญญาณ AIS (Automatic Identification System) เพื่อลักลอบถ่ายเทน้ำมันกลางทะเล (Ship to Ship) นอกจากนี้ยังพบว่ามีเรือของ 8 บริษัท ใช้เวลาเดินทางล่าช้ากว่าปกติถึง 1-2 วัน และมีการปลอมแปลงเอกสาร น.ม.9 และ น.ม.10 โดยแก้ไขวันที่ออกเดินทาง เพื่ออำพรางระยะเวลาขนส่งจากชลบุรีไปสุราษฎร์ธานีที่ควรใช้เวลา 1 วัน ให้กลายเป็น 1 เดือน

ประเด็นที่น่าสนใจคือการตรวจพบปริมาณน้ำมันปลายทาง “มากกว่า” ปริมาณน้ำมันที่รับจากโรงกลั่นต้นทางจำนวน 22 เที่ยวเรือ ซึ่งตามหลักการทางวิทยาศาสตร์น้ำมันต้องมีการระเหยและลดลงระหว่างขนส่ง อีกทั้งยังพบการกักตุนน้ำมันในคลังขนาดใหญ่ของผู้ค้ามาตรา 7 จำนวน 6 แห่งในสุราษฎร์ธานี ที่มีการรับน้ำมันเข้ามากกว่าการขายออกอย่างผิดปกติ เข้าข่ายความผิดฐานปฏิเสธหรือประวิงการขายโดยไม่มีเหตุอันควรตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี

Advertisement

พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า “แผนประทุษกรรมมีหลายรูปแบบทั้งทางบก และทางน้ำที่สามารถยืนยันได้ว่าต่อไปนี้จะไม่มี ไอ้โม่ง แต่ต่อไปนี้จะมีแต่ผู้ต้องหา โดยกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตรวจสอบทั้งระบบ ซึ่งเชื่อว่าข้อมูลจะกระชับและสามารถทำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วขึ้น เพื่อตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องในประเด็นนี้ให้เท่าเทียมกันเพื่อความยุติธรรมกับทุกฝ่าย”

ด้านการดำเนินคดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (DSI) ได้ออกหนังสือเรียกเจ้าของบริษัทเรือทั้ง 8 บริษัทมาให้ถ้อยคำ และรับโอนสำนวนคดีจากตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาเป็นคดีพิเศษแล้ว ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นโรงกลั่น 6 แห่ง และคลังน้ำมัน 92 แห่งทั่วประเทศ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ได้เข้าตรวจสอบจุดต้องสงสัยในระยอง ขอนแก่น สมุทรสาคร และปทุมธานี พบการกระทำผิดทั้งการรายงานเท็จและการดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว

Continue Reading
Advertisement