Connect with us

ข่าว

ธนาคารไทยเผชิญวิกฤตฉ้อโกงพุ่งสูง พบความเสียหายต่อปีทะลุ 300 ล้านบาท พร้อมเร่งสกัดบัญชีม้าข้ามสถาบัน

Published

on

ผลสำรวจ BioCatch ชี้ธนาคารไทยเผชิญความท้าทายตรวจจับบัญชีม้า พบความเสียหายจากการฉ้อโกงสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก สูญเงินกว่า 310 ล้านบาทต่อปี เร่งใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์พฤติกรรมป้องกันภัยการเงิน

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ผลสำรวจล่าสุดจากกลุ่มผู้นำทีมบริหารจัดการการทุจริต ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) ของธนาคารในประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่าสถาบันการเงินไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในการตรวจจับ เครือข่ายบัญชีม้า ที่กระจายตัวอยู่ตามธนาคารหลายแห่ง โดยผู้บริหารระดับสูงกว่า 87% ยอมรับว่าการระบุตัวตนบัญชีม้ายังเป็นเรื่องยาก ขณะที่ความสูญเสียทางการเงินจากการ ฉ้อโกงออนไลน์ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบนิเวศทางการเงินของประเทศ

จากการเก็บข้อมูลของ BioCatch (ไบโอแคช) ผู้นำด้านโซลูชันป้องกันการฉ้อโกงผ่านการวิเคราะห์พฤติกรรม พบว่าระดับความสูญเสียในประเทศไทยพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก โดย โธมัส พีค็อก (Thomas Peacock) ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลเชิงลึกด้านการฉ้อโกงระดับโลกของ BioCatch เปิดเผยว่า “4 ใน 5 ของผู้นำระดับสูงในธนาคารไทยระบุว่าองค์กรสูญเสียเงินให้กับการฉ้อโกงมากกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 155 ล้านบาททุกปี ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค และผู้บริหารระดับ C-suite ถึง 55% รายงานว่าความสูญเสียรายปีนั้นสูงกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 310 ล้านบาทเลยทีเดียว”

นอกจากมูลค่าความเสียหายที่เป็นตัวเงินแล้ว ผลสำรวจยังระบุว่า การชำระเงินแบบเรียลไทม์ (Real-time Payment) เป็นช่องทางที่มีความเสี่ยงสูงสุด โดยผู้เชี่ยวชาญกว่า 92% มองว่าเป็นจุดอ่อนที่มิจฉาชีพใช้ในการยักย้ายถ่ายเทเงินอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธนาคารส่วนใหญ่ไม่สามารถสืบสวนหรือตรวจสอบเคสฉ้อโกงให้เสร็จสิ้นได้ภายในวันเดียว โดยมีเพียง 24% เท่านั้นที่ทำได้ทันท่วงที ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจถึง 73% กังวลว่า ความเสี่ยงต่อชื่อเสียง ของธนาคารเป็นเรื่องที่น่าห่วงมากกว่าความเสียหายทางการเงินเสียอีก

ด้าน มาดี สันติชัยอนันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและดูแลลูกค้าประจำประเทศไทยของ BioCatch ให้ความเห็นถึงสถานการณ์ในไทยว่า “ประเทศไทยกำลังเผชิญกับกิจกรรม บัญชีม้าข้ามธนาคาร ที่มีการทำงานประสานกันในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งการหลอกลวงควบคุมเครื่องระยะไกลและเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ ทำให้เวลาในการปกป้องลูกค้าลดลงเหลือเพียงไม่กี่วินาที ความเสี่ยงนี้ใหญ่เกินกว่าธนาคารใดธนาคารหนึ่งจะรับมือได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือที่แน่นแฟ้นทั่วทั้งระบบ”

ปัจจุบันธนาคารไทยเริ่มให้ความสำคัญกับ การวิเคราะห์พฤติกรรม (Behavioral Biometrics) มากขึ้น โดย 76% ของสถาบันการเงินระบุว่ามีการใช้งานหรืออยู่ระหว่างการประเมินนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผู้บริหารเพียง 10% ที่ระบุว่ากำลังยกระดับระบบอย่างจริงจังในขณะนี้ แต่กว่า 85% ยอมรับว่ากำลังศึกษาโซลูชันใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาอุดช่องโหว่จากการฉ้อโกงที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นในอนาคต เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้บริการและภาพลักษณ์ขององค์กร

Advertisement
Continue Reading
Advertisement