Connect with us

ข่าว

ทรู คอร์ปอเรชั่น ยกระดับโครงข่ายภาคเหนือ รับมือวิกฤตไฟป่าและฝุ่น PM2.5 เสริมระบบสำรองป้องกันเน็ตล่ม

Published

on

ทรู คอร์ปอเรชั่น (True Corporation) เร่งเสริมแกร่งโครงข่าย 5G และไฟเบอร์ภาคเหนือ รับมือวิกฤตไฟป่าและ PM2.5 ติดตั้งระบบไมโครเวฟสำรองป้องกันสัญญาณล่มในเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ทรู คอร์ปอเรชั่น (True Corporation) เร่งดำเนินมาตรการเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงข่ายสัญญาณมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้านในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ไฟป่าและวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร ทั้งในด้านความร้อนที่อาจสร้างความเสียหายแก่สถานีฐานและสายไฟเบอร์ออฟติก โดยมีการติดตั้งระบบไมโครเวฟสำรองและปรับปรุงเส้นทางเชื่อมต่อให้มีความหลากหลาย เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถสื่อสารได้อย่างต่อเนื่องในสภาวะวิกฤต

ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. (GISTDA) ระบุว่าในช่วงวันที่ 1-10 เมษายน 2569 พบพื้นที่เผาไหม้ในจังหวัดเชียงใหม่กว่า 3.1 แสนไร่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอนกว่า 2.4 แสนไร่ ซึ่งความรุนแรงนี้กระทบต่ออุปกรณ์ภาคสนามและระบบไฟฟ้า ทรู คอร์ปอเรชั่น (True Corporation) จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบตู้เก็บอุปกรณ์ประจำสถานีฐานให้เป็นแบบปิดสนิท (Sealed Enclosure) พร้อมระบบระบายความร้อนแบบปิด เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นควันและเขม่าเข้าไปสะสมในแผงวงจร ซึ่งอาจก่อให้เกิดการกัดกร่อนหรือไฟฟ้าลัดวงจรได้

นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ True Corporation เปิดเผยว่า “สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 สะท้อนให้เห็นว่าโครงข่ายสื่อสารต้องมีความพร้อมสูงกว่าปกติในช่วงวิกฤต ทรูจึงให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังเชิงรุก การเตรียมความพร้อมในพื้นที่เสี่ยง และการบริหารโครงข่ายอย่างรัดกุม เพื่อให้ลูกค้ายังคงใช้งาน 5G และ 4G ได้อย่างต่อเนื่องด้วยประสิทธิภาพสูงในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด”

นอกจากนี้ยังมีการยกระดับเส้นทาง ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หลักในภาคเหนือครบ 100% โดยการปรับแนวสายให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยจากเปลวไฟ และติดตั้งระบบไมโครเวฟส่งข้อมูลไร้สายแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point) เพื่อเป็นเส้นทางสำรองหากสายไฟเบอร์ถูกไฟไหม้ขาด รวมถึงมีความร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หรือ EGAT ในการพาดสายไฟเบอร์สำรองบนเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงเพื่อเพิ่มความเสถียรในจุดเสี่ยง และออกแบบเส้นทางใหม่ตามแนวรถไฟในจังหวัดแพร่ น่าน และลำปาง

Advertisement

ในส่วนของการบำรุงรักษา ได้มีการเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดฟิลเตอร์และตรวจสอบประสิทธิภาพการระบายความร้อนทุก 6 เดือน พร้อมกระจายโหลดอุปกรณ์ในจุดที่มีความร้อนสะสมสูง และติดตั้งแบตเตอรี่สำรองฉุกเฉินเพื่อให้สถานีฐานยังคงทำงานได้ 2-4 ชั่วโมงกรณีเกิดไฟฟ้าดับในพื้นที่ป่า พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนทีมช่างเทคนิคประจำจุดเสี่ยงเพื่อเข้าแก้ไขสถานการณ์ได้ทันทีหากเกิดเหตุขัดข้อง เพื่อลดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเต็มกำลัง