Connect with us

ข่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ชี้กลไกสหประชาชาติและกฎหมายสหรัฐฯ มีข้อจำกัดสูงในการยับยั้งสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

Published

on

สรุปข้อมูลล่าสุด ปฏิบัติการ Operation Epic Fury สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครอง พร้อมการตอบโต้ของอิหร่านที่ลุกลามทั่วตะวันออกกลาง

สำนักข่าวบริคอินโฟ – นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วิเคราะห์สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน โดยระบุว่ากลไกของ สหประชาชาติ หรือ UN รวมถึงอำนาจตรวจสอบภายในของสหรัฐฯ ทั้งสภาคองเกรสและศาลสูงสุด มีบทบาทจำกัดในการยับยั้งปฏิบัติการทางทหาร เนื่องด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายและอำนาจวีโต้ของประเทศสมาชิกถาวร ส่งผลให้การตัดสินใจยุติความขัดแย้งขึ้นอยู่กับการเจรจาโดยตรงของทั้งสองประเทศเป็นสำคัญ

ดร.ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อาจารย์สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า แม้โลกจะมีกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรักษาระเบียบโลก แต่ในกรณีความขัดแย้งของ สหรัฐฯ-อิหร่าน กลไกของ UN มีอำนาจค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการตัดสินใจในประเด็นความมั่นคงต้องผ่าน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งประเทศสมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ มีอำนาจยับยั้งหรือ Veto มติได้เสมอ เมื่อสหรัฐฯ เป็นคู่พิพาทโดยตรง จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่ UNSC จะผ่านมติยับยั้งการใช้กำลังทหารของสหรัฐฯ ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ ต้องการใช้กลไกนี้จำกัดอำนาจอิหร่าน ก็มีแนวโน้มจะถูกรัสเซียหรือจีนใช้สิทธิยับยั้งเช่นกัน

ในส่วนของกลไกภายในประเทศ ดร.ปองขวัญ ระบุว่ามีความเป็นไปได้ต่ำที่ฝ่ายตุลาการหรือ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะเข้ามาแทรกแซงปฏิบัติการทางทหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เนื่องจากศาลมักหลีกเลี่ยงการพิจารณาประเด็นเชิงนโยบายความมั่นคง ซึ่งถือเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยที่ผ่านมาศาลมักเข้าแทรกแซงเฉพาะประเด็นการใช้อำนาจภายในประเทศช่วงสงคราม เช่น การยึดกิจการเอกชน หรือการจำกัดสิทธิ์ประชาชนเท่านั้น

ขณะที่บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติอย่าง สภาคองเกรส แม้จะมีการโหวตเกี่ยวกับร่างญัตติอำนาจในการทำสงคราม หรือ War Powers Resolution เพื่อจำกัดอำนาจประธานาธิบดีในการโจมตีอิหร่าน แต่ในทางปฏิบัติประธานาธิบดียังคงมีช่องทางดำเนินงานได้โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและการป้องกันตนเอง

Advertisement

โดย War Powers Resolution ที่ถูกตราขึ้นในปี 1973 เพื่อเพิ่มการตรวจสอบหลังยุคสงครามเย็น กำหนดให้ประธานาธิบดีต้องแจ้งสภาภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มปฏิบัติการ และหากสภาไม่อนุมัติจะต้องถอนกำลังภายใน 60-90 วัน แต่ที่ผ่านมาฝ่ายบริหารมักใช้วิธีตีความกฎหมายเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดนี้ เช่น กรณีของบารัก โอบามา ในลิเบียที่อ้างว่าเป็นเพียงภารกิจสนับสนุนไม่ใช่การส่งกำลังรบ

“อำนาจการใช้กำลังทางทหารเป็นประเด็นที่มีการคัดง้างกันระหว่างประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการสูงสุด กับอำนาจการประกาศสงครามที่เป็นอำนาจของสภาคองเกรส ซึ่งสหรัฐฯ ใช้อำนาจนี้อย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 1942 เพื่อเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง แต่การไม่ได้ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะไม่ใช้กำลังทางการทหารเสมอไป เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ ยังดำเนินปฏิบัติการทางการทหารในหลายประเทศทั่วโลกโดยไม่ได้ประกาศสงครามผ่านสภาคองเกรส เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐฯ มีกองทัพประจำการขนาดใหญ่ ทำให้ประธานาธิบดีอนุมัติปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการของสภาคองเกรส” ดร.ปองขวัญ กล่าวทิ้งท้าย

Continue Reading
Advertisement