ศิลปินไอดอล
“BNK48” ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท ขยายฐานรุกตลาดภูมิภาค เปิดตัวโมเดลแรก ไอดอลเกิร์ล กรุ๊ป “CGM48”
BNK48 ชูโปรเจกต์ยักษ์ ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท ขยายฐานรุกตลาดภูมิภาค สร้างแพลตฟอร์มธุรกิจบันเทิงรูปแบบใหม่ที่เชียงใหม่ เปิดตัวโมเดลแรก ไอดอลเกิร์ล กรุ๊ป “CGM48”
10 ก.ค 62 บริษัท BNK48 Office จำกัด ชูโปรเจกต์ยักษ์แห่งปี ขยายความนิยมสู่ภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ ประเดิมด้วยจังหวัดเชียงใหม่ เปิดตัวไอดอลเกิร์ล กรุ๊ป “CGM48” โมเดลแรกแห่งปี ด้วยการลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ด้วยกระแสความนิยมของวง BNK48 ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้นของฐานแฟนคลับที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับเป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า BNK48 เป็นแพลตฟอร์มธุรกิจบันเทิง ที่อยู่ได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่กระแสที่มาแล้วหายไป แต่ BNK48 ถือเป็นเซกเมนต์ใหม่ของวงการธุรกิจบันเทิงจนกลายเป็น ไอดอล มาร์เก็ตติ้ง ที่สามารถครองอันดับ 1 ของประเทศ
- เปิดตัว “CGM48” วงน้องสาวของ “BNK48” รินะ – ออม BNK48 ย้ายสู่บ้านหลังใหม่
- เปิดวาร์ปสมาชิก “CGM48″ รุ่นที่ 1 วงน้องสาว”BNK48” ประจำเชียงใหม่
- เปิดใจ 2 สาว “อิซึรินะ-ออม ปุณยวีร์” นำทีม CGM48 วงน้องสาวที่เชียงใหม่ของ BNK48
- เปิดใจ “จ๊อบซัง” ไม่หนักใจวงไอดอลคู่แข่งของวงน้องสาว BNK48 ที่เชียงใหม่ | CGM48
นายจิรัฐ บวรวัฒนะ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง ประธานกรรมการบริหารบริษัท BNK48 Office จำกัด เปิดเผยว่า “ในปีนี้ ทางบริษัทได้มีการโปรเจกต์ใหญ่ สุดท้ายแห่งปี กับการสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ เปิดตัวไอดอลเกิร์ล กรุ๊ป “CGM48” เพื่อเดินหน้าขยายฐานผู้ชมต่างจังหวัดให้มากขึ้น และอนาคตมีแผนจะขยายโมเดลนี้ไปยังหัวเมืองต่างๆ อาทิ ภาคอีสาน ภาคใต้ รวมถึงจังหวัดอื่นๆ เพื่อครอบคลุมทุกภูมิภาค ซึ่งสำหรับจังหวัดเชียงใหม่นั้น ได้มีโอกาสเดินทางไปบ่อยและเห็นฐานแฟนคลับที่แข็งแรงและมีอัตราการเติบโตในแนวโน้มที่ดี จึงเล็งเห็นศักยภาพของพื้นที่นี้ ที่จะสร้างคอนเท้นต์ใหม่ๆ ส่วนสาเหตุทำไมต้อง CGM48 นั้น ด้วยทางบริษัทต้องการที่สร้างอัตลักษณ์ ความเป็นคาแรคเตอร์ท้องถิ่น ที่มีเสน่ห์และมีกลิ่นอายเฉพาะตัวของสาวเชียงใหม่ ทั้งคำพูดที่อ่อนหวาน นุ่มนวล โดยเฉพาะ “คำเมือง” เสน่ห์เฉพาะที่น่าจะเป็นจุดดึงดูดให้มีความโดดเด่นและแตกต่างจาก BNK48 ซึ่งเป็นข้อแตกต่างชัดเจนมีหลายมิติให้แฟนๆไม่เบื่อที่จะติดตามทั้งสองกลุ่ม และในอนาคตอาจจะมีอะไรใหม่ๆให้ทุกๆท่านได้ตื่นเต้นกับสิิ่งที่ผมคิดและทำ”
ทั้งนี้ CGM48 จะมีทุกอย่างเหมือนที่กรุงเทพฯมี ทั้งที่พักศิลปิน ศูนย์ฝึกและเธียเตอร์เป็นของตนเองซึ่งจะเป็นสถานที่ที่จะให้สาวๆวงเชียงใหม่ได้มีโอกาสขึ้นแสดงในทุกๆสัปดาห์ เหมือนที่กรุงเทพฯที่เดอะมอลล์บางกะปิ มีดิจิตอลไลฟ์สตูดิโอ คาเฟ่ ขายของที่ระลึกที่รองรับโชว์ของศิลปินที่นั่น โดยวางมูลค่าการลงทุนปีแรกไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท หากมองว่าการลงทุนนี้มีความเสี่ยง แต่นั่นก็คือความเสี่ยงที่น่าลงทุนเพราะตอนเปิด BNK48 ในปีแรก ต้องยอมรับว่าขาดทุน แต่วันนี้เราพาบริษัทเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องยั่งยืน ซึ่งเรามีความตั้งใจที่ผลักดันศิลปินดารานักแสดงไทยของเราให้ไปไกลในเวทีระดับโลกโดยเริ่มต้นจากเอเชีย เราเชื่อในศักยภาพของเด็กไทยกับพรสวรรค์ที่มีในตัวของแต่ละคน และสิ่งที่รองรับเค้าเหล่านั้นคือ เครือข่ายและคอนเท้นต์ที่ดี ในการผลักดัน เพื่อที่จะชูให้ “The Wave” ได้ก้าวไกล มีส่วนที่จะส่งเสริมและผลักดันสินค้าของคนไทยที่สนับสนุนเด็กเหล่านั้น ได้เติบโตและก้าวไปพร้อมๆกัน พร้อมกันนี้ BNK48 จะยังคงไม่มีรุ่นที่ 3 แต่หลังจากนั้น bnk48 จะมีรุ่น 3 อย่างแน่นอนซึ่งทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนเดิมและในขณะนี้ก็มีเริ่มขยายฐานแฟนคลับไปยังประเทศอื่นๆในเอเชียแล้ว ขณะที่สิ่งหนึ่งที่วงเชียงใหม่พยายามจะไม่ทำนั่นก็คือใช้เพลงซ้ำกับ bnk 48 ยกเว้นเพลงประจำวง ตระกูล 48 แต่ในช่วงแรกก็ยังจะคงมีการใช้เพลงของ AKB48 อยู่ และจะมีการใช้ภาษาถิ่นในสื่อประชาสัมพันธ์ด้วย”
ในส่วนของการที่หลายคนกังวลว่าการดำเนินงานของ CGM48 จะมีกลุ่มตลาดเดียวกันกับ BNK48 หรือไม่?
นายจิรัฐ ระบุว่า “โมเดลของตระกูล 48 อยากให้มองง่ายๆเหมือนกับสโมสรฟุตบอลซึ่งในประเทศไทยผมมีอยู่ 2 สโมสรนั่นก็คือ BNK48 และ CGM48 ดังนั้นการที่จะแข่งขันกันคือการที่ทำอย่างไรให้ตนเองในฐานะที่เป็นสมาชิกโดดเด่นมากกว่าคนอื่น แย่งพื้นที่ความนิยม ในฐานแฟนคลับกันมากกว่า เหมือนที่วงน้องสาว AKB48 ในญี่ปุ่นที่แข่งกัน โดยการตั้งวงน้องสาวในจังหวัดต่างๆ สำหรับวง CGM48 จะมีสมาชิกชุดแรกประมาณ 20-30 คน ซึ่งปัจจุบัน BNK48 ค่าใช้จ่ายเดือนละ 40 ล้าน ซึ่ง นายจิรัฐ ระบุว่า อยากให้มองเป็นการขยายตลาดไปยังพื้นที่ต่างๆมากกว่านี้ ซึ่งสำหรับ CGM48 การหารายได้จะคล้ายกับวง BNK48 นั่นคือสัดส่วนรายได้มาจากการขายของ การไลฟ์ผ่านแอพพลิเคชั่นของตนเอง และสปอนเซอร์ หากมองสัดส่วนรายได้ของ BNK48 ปัจจุบัน มาจากการสินค้า ร้อยละ 50 , ออนไลน์ร้อยละ 25 และอีกร้อยละ 25 มาจากสปอนเซอร์ ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้สัดส่วนรายได้จากออนไลน์น่าจะมากขึ้นและเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยคาดว่าปีนี้โตขึ้น 15% สำหรับฐานแฟนคลับของ BNK48 มีคนพูดถึงเกือบ 10 ล้านไอดีในอินเตอร์เน็ต 2 ปีที่ผ่านมา BNK48 ที่เติบโตได้ คือ ความต่อเนื่องของการสร้างโปรเจกต์ที่น่าสนใจ และความหลากหลาย เช่น ภาพยนตร์ใหม่ Where we belong ซึ่งเป้าหมายของ Where we belong ไม่ใช่เงิน-ความน่ารัก แต่เป็นความจริงจัง ที่ BNK48 ตั้งใจที่จะแสดงออกมาให้หลายๆส่วนเห็น โดยในกำหนดการเดิมมีแผนไว้ว่าในปีหน้าจะมีภาพยนตร์อีกไตรมาสละ 1 เรื่องและปีนี้จะมีภาพยนตร์สารคดีของ BNK48 ภาค 2 อีกซึ่งภาพยนตร์ในแต่ละเรื่องก็อาจไม่จำเป็นต้องได้กำไรทุกเรื่อง แต่มีผลตอบรับที่ดีต่อแบรนด์”
