ข่าว
NIA นำ 12 สตาร์ตอัป Deep Tech ไทย บุกซูชิเทค โตเกียว 2026 ขยายตลาดสู่ญี่ปุ่น
สำนักข่าวบริคอินโฟ – สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA นำทีม 12 ดีพเทคสตาร์ตอัปไทย เข้าร่วมงาน ซูชิเทค โตเกียว 2026 (SusHi Tech Tokyo 2026) มหกรรมด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้โครงการ Global Startup Hub 2026 เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดสู่สากลภายใต้แนวคิด Global First หรือการออกแบบธุรกิจเพื่อแข่งขันในระดับสากลตั้งแต่วันแรก โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเพดานการเติบโตในประเทศ และข้อจำกัดด้านเงินทุนในระยะเริ่มต้น เพื่อเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นที่เป็นน่านน้ำใหม่สำคัญและเป็นประตูสู่ตลาดสากล ซึ่งตลอดการจัดงาน 3 วัน เกิดการเจรจาและจับคู่ธุรกิจกว่า 10 ครั้ง และมีผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมพาวิลเลียนไทยกว่า 150 คน
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ระบุถึงปัจจัยหลัก 2 ประการที่ทำให้สตาร์ตอัปไทยขยายสเกลได้ยากคือ ขนาดตลาดภายในประเทศมีอยู่จำกัด สตาร์ตอัปที่ทำรายได้ในไทยจนถึงจุดสูงสุดมักจะชนเพดาน ทำให้ไม่สามารถเติบโตแบบก้าวกระโดดได้อีกหากมุ่งเน้นเพียงตลาดในประเทศ และด้านเงินทุนที่นักลงทุนทั้งรายย่อยและซีวีซี (CVC) ในประเทศมักลงทุนกับสตาร์ตอัประยะเติบโตเพราะเห็นผลตอบแทนไวและมีความเสี่ยงต่ำ ทำให้การขยายสเกลของสตาร์ตอัประยะเริ่มต้นไปสู่สตาร์ตอัป Series A ทำได้ยาก ดังนั้น การผลักดันสตาร์ตอัปไทยให้ขยายสู่ตลาดต่างประเทศ จึงเป็นการเพิ่มโอกาสการสร้างมูลค่าเพิ่ม การเข้าถึงเครือข่ายนักลงทุนและพันธมิตรระดับสากล และการต่อยอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ NIA จึงเร่งขับเคลื่อนการทำงานในมิติสากล ผ่านโครงการ Soft Landing Program เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการทั้งด้านองค์ความรู้ การเชื่อมต่อธุรกิจ และการเข้าถึงนักลงทุน โดยในปี 2026 ตั้งเป้าขยายโอกาสสตาร์ตอัปไทยสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ญี่ปุ่น และฮ่องกง โดยมองว่าประเทศญี่ปุ่นกำลังกลายเป็นประตูยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสตาร์ตอัปเอเชีย โดยเฉพาะในกลุ่ม Deep Tech, AI, Automation และ Climate Tech เนื่องจากญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงาน และความจำเป็นในการเพิ่มประสิทธิภาพภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้ภาคธุรกิจญี่ปุ่นเปิดรับความร่วมมือกับสตาร์ตอัปมากขึ้น ทั้งในรูปแบบการร่วมพัฒนาเทคโนโลยี การลงทุนผ่านกองทุนของบริษัทขนาดใหญ่หรือ Corporate Venture Capital (CVC) และการนำเทคโนโลยีมาทดลองใช้จริง
สำหรับ 12 ดีพเทคสตาร์ตอัปไทยที่เข้าร่วมงาน SusHi Tech Tokyo 2026 ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม พลังงาน การคมนาคม อาหาร และเทคโนโลยีดิจิทัล ประกอบด้วย คลีนเทค แอนด์ บียอนด์ (Cleantech and Beyond) สติกเกอร์วัดอุณหภูมิแบบดิจิทัล, เอเวอร์เจน เทคโนโลยีส์ (Evergen Technologies) หนังเทียมจากเส้นใยใบสับปะรดผสานยางพาราไทย, กราฟฟิตี้ เทคโนโลยีส์ (Graffity Technologies) เทคโนโลยีเอไอ (AI) ด้านภาพเพื่อสร้างแผนที่สามมิติและระบบนำทางความแม่นยำสูงพิเศษภายในอาคาร, อินไฟลท์ (Infilight) หรือ จอดสบาย (Jordsabuy) แพลตฟอร์ม Smart Parking Solution สำหรับจองและปล่อยเช่าที่จอดรถ, เน็กซ์เทียร์ (Nextere) นวัตกรรมสีเขียวอัจฉริยะในการบริหารจัดการพลังงาน, แพลนต์ ออริจิน ฟู้ด (Plant Origin Food) ผงทดแทนไข่จากรำข้าว, พรีโม เวิลด์ (Primo World) แพลตฟอร์ม AI Loyalty Program และ Digital Rewards สำหรับธุรกิจ, วีคิน (Vekin) แพลตฟอร์มบริหารจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยเทคโนโลยี AI, เวีย กรุ๊ป (Via Group) แอปพลิเคชันติดตามและนำทางระบบขนส่งสาธารณะแบบเรียลไทม์, วีทีเค อินโน กรุ๊ป (VTK Inno Group) หรือ ฮารุนะ (Haruna) ผงผักพรีไบโอติกที่ทำจากธรรมชาติ 100%, วายวีอาร์ (YVR) แพลตฟอร์มฝึกอบรมพนักงานผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง และ แซดพีเอส (ZPS) หรือ ซัปพอร์ตส์ (Zupports) แพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยผู้นำเข้าและส่งออกเปรียบเทียบและจองการขนส่ง ติดตามสถานะเอกสาร และวิเคราะห์ข้อมูลนำเข้าและส่งออก
ด้านนายถาวร กังวาลสิงหนาท จาก บริษัท กราฟฟิตี้ เทคโนโลยีส์ จำกัด (Graffity Technologies) กล่าวว่า “การเข้าร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการต่อยอดธุรกิจสู่ตลาดญี่ปุ่นและระดับสากล ผ่านการสร้างเครือข่ายกับพาร์ทเนอร์ นักลงทุน และหน่วยงานในอุตสาหกรรม ซึ่งเป้าหมายของบริษัทคือการหาโอกาสทำ PoC Site เพื่อทดสอบเทคโนโลยีในสภาพแวดล้อมจริงและต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายธุรกิจและตั้งสำนักงานที่ญี่ปุ่นในอนาคต เพราะสตาร์ตอัปไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถต่อยอดได้ในหลายประเทศ แต่การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศจำเป็นต้องปรับทั้งผลิตภัณฑ์ การสื่อสาร และโมเดลธุรกิจให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและความละเอียดในการทำงาน การมี NIA เป็นสะพานเชื่อมและมีกลไกสนับสนุนสตาร์ตอัปไทยสู่เวทีโลก ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายธุรกิจ นักลงทุน และพันธมิตรต่างประเทศ รวมถึงลดข้อจำกัดด้านต้นทุน และสร้างความน่าเชื่อถือให้ได้อย่างมาก”
ขณะที่นายอาตมัน ทองอยู่ จาก YVR แพลตฟอร์มฝึกอบรมพนักงานผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง (VR Training) กล่าวว่า “ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับ Productivity, Safety และ Digital Transformation อย่างมาก การเข้าร่วมงาน SusHi Tech Tokyo 2026 ช่วยให้นวัตกรรมไทยได้ทดสอบศักยภาพในตลาดต่างประเทศ โดยนวัตกรรม VR Training และ Knowledge Transfer ได้รับความสนใจจากภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และหน่วยงานด้านนวัตกรรม เนื่องจากสามารถตอบโจทย์สำคัญทั้งการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง การถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในองค์กร และการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในภาคอุตสาหกรรม แม้การเข้าร่วมงานครั้งนี้อาจยังไม่ใช่การปิดดีลธุรกิจในทันที แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ การทดลองใช้งานเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม และการต่อยอดสู่โอกาสการลงทุนในอนาคต สิ่งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับสากล โดยเฉพาะดีพเทคที่สามารถแก้ Pain Point ของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายร่วมกัน ทั้งสังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน”
