Connect with us

ข่าว

ETDA เดินหน้า Digital ID เชื่อม e-Service รัฐแล้วกว่า 1,797 บริการ เร่งขยายการใช้งานกลุ่มนิติบุคคล ต่างด้าว และกลุ่มเปราะบาง

Published

on

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA

สำนักข่าวบริคอินโฟ – สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เร่งขับเคลื่อนระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนดิจิทัล หรือ Digital ID (ดิจิทัล ไอดี) ภายใต้กรอบแนวคิด Digital ID Framework ระยะที่ 2 ปี 2568–2570 เพื่อยกระดับให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานความเชื่อมั่นของประเทศ (Trust Infrastructure) โดยล่าสุดเชื่อมต่อระบบเข้ากับบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ หรือ e-Service (อี-เซอร์วิส) แล้วกว่า 1,797 บริการ ส่งผลให้มียอดบัญชีผู้ใช้งานสะสมทะลุ 162.63 ล้านบัญชี พร้อมเตรียมแผนปลดล็อกการใช้งานให้ครอบคลุมกลุ่มนิติบุคคล คนต่างด้าว และกลุ่มเปราะบาง ภายในปี 2569 นี้

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA เปิดเผยว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเชื่อมโยงตัวตนเข้ากับบริการดิจิทัล ช่วยให้ทุกภาคส่วนทำธุรกรรมออนไลน์ได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และลดความเสี่ยงจากการปลอมแปลงตัวตน ปัจจุบันมีผู้ให้บริการ Digital ID ที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว 28 ใบอนุญาต จาก 23 หน่วยงาน และมีผู้ให้บริการ Sub Certification Authority หรือ Sub CA ที่ผ่านการรับรองจาก National Root Certification Authority หรือ NRCA จำนวน 3 ราย โดยการเชื่อมระบบผ่านบริการ ThaID กับ e-Service ของภาครัฐ ครอบคลุมบริการในชีวิตประจำวัน เช่น การเสียภาษี การย้ายทะเบียนบ้าน การจองทะเบียนรถ การชำระค่าน้ำ–ค่าไฟ และการตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาล ซึ่งมียอดผู้ใช้งานสะสมจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ อาทิ ThaID, ทางรัฐ, หมอพร้อม, เป๋าตัง และ NDID รวมกว่า 162.63 ล้านบัญชี (ข้อมูล ณ เมษายน 2569) และกำลังขยายตัวไปสู่ภาคเอกชนในกลุ่มท่องเที่ยว แพลตฟอร์มดิจิทัล มาร์เก็ตเพลส (Marketplace) และโซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce)

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 ทางหน่วยงานมุ่งเน้นการแก้ปัญหาและขยายข้อจำกัดในการทำธุรกรรมออนไลน์ของกลุ่มนิติบุคคล โดยเตรียมเสนอแนวทางการทำธุรกรรมนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (To-Be Process) เพื่อใช้ตรวจสอบผู้มีอำนาจ การมอบอำนาจอิเล็กทรอนิกส์ การลงนามแทนนิติบุคคล และการทำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Contract ผ่านแพลตฟอร์ม Integrated Document Signing Platform หรือ IDSP ควบคู่กับการทดสอบใน Sandbox ร่วมกับกรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมศุลกากร และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ กพร. เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงบริการรัฐและลดการใช้เอกสารกระดาษ

ในส่วนของกลุ่มคนต่างด้าวที่เข้ามาท่องเที่ยว ทำงาน ลงทุน หรือศึกษาในประเทศไทย จะมีการร่วมมือกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมการปกครอง และกรมศุลกากร เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับตรวจสอบข้อมูลผ่านบริการตรวจสอบข้อมูลคนต่างด้าว (Authoritative Source) ที่จะจัดตั้งขึ้นในอนาคต ส่วนกลุ่มคนเปราะบาง ทั้งผู้เยาว์ ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ดูแล (Caregiver) จะขับเคลื่อนผ่านแนวทางที่เหมาะสมเพื่อรองรับบริการด้านสาธารณสุขและบริการรัฐที่จำเป็น ผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อม ภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข พร้อมพัฒนากลไกตรวจสอบความสัมพันธ์ป้องกันการแอบอ้างสิทธิ์

Advertisement

นอกจากนี้ ยังมีทิศทางการสนับสนุนการใช้ เอกสารรับรองดิจิทัล หรือ Verifiable Credentials (VC) และกระเป๋าเอกสารดิจิทัล หรือ Digital Document Wallet เพื่อให้สามารถใช้เอกสารสำคัญในรูปแบบดิจิทัลข้ามหน่วยงานได้ โดยปีนี้จะนำร่องใน 3 เอกสารหลัก ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน ใบขับขี่ และใบรับรองผลการศึกษา พร้อมเตรียมผลักดันการใช้งานเอกสารรับรองดิจิทัลแบบข้ามพรมแดน (Cross-border) ร่วมกับองค์กรสากล เช่น ธนาคารโลก ทั้งยังมีกิจกรรมพัฒนากำลังคนผ่านโครงการ ETDA Bootcamp 2026 รวมถึงเตรียมจัดงานประชุมนานาชาติ Digital Trust Thailand 2026 ในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เพื่อเชื่อมโยงมาตรฐานบริการดิจิทัลของไทยให้สอดคล้องกับสากล

“ปี 2569 จะเป็นปีที่ ETDA เดินหน้าจากการร่วมวางรากฐานไปสู่การร่วมขยายผล Digital ID ให้เกิดการใช้งานจริงมากขึ้น ทั้งในบริการภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ กลุ่มคนต่างด้าว และกลุ่มเปราะบาง พร้อมกับการขยายเครือข่ายความร่วมมือในระดับสากล เพื่อให้บริการดิจิทัลของไทยสามารถเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจดิจิทัลโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเกิดประโยชน์กับประเทศโดยตรงทั้งการช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกรรม เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการ สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ เพราะความน่าเชื่อถือไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของทั้ง Ecosystem เพื่อสร้าง Digital Trust ที่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลในอนาคต” ดร.ชัยชนะ กล่าว