การเมือง
อนุทิน ประชุมด่วนรับมือวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง สั่งคุมเข้มค่าครองชีพและสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์
สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อวางมาตรการรองรับผลกระทบด้านพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน หลังสถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น โดยกำชับทุกหน่วยงานเร่งบริหารจัดการอุปทานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอ พร้อมมอบหมายให้สภาพัฒน์เป็นแกนกลางบูรณาการแผนรับมือวิกฤตเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ
การประชุมครั้งนี้มีรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากหลายหน่วยงานเข้าร่วม อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อหารือถึงผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบและระบบขนส่งทางทะเล ซึ่งนายกรัฐมนตรีระบุว่าความผันผวนนี้อาจส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนภาคเศรษฐกิจและค่าครองชีพ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับที่ทันท่วงทีเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล เน้นย้ำในที่ประชุมว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารจัดการพลังงาน การรักษาเสถียรภาพด้านราคา และการดูแลค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการต่าง ๆ ต้องไม่เพิ่มภาระให้กับประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว (Energy Resilience)”
ทางด้านสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. (NESDC) ได้รายงานแนวโน้มผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย พร้อมเสนอแนวทางบริหารจัดการพลังงาน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานอำนวยการหลักในการรวมแผนงานของทุกกระทรวงเพื่อให้การตัดสินใจของรัฐบาลมีเอกภาพ ขณะที่กระทรวงพลังงาน (Ministry of Energy) ยืนยันว่าได้ยกระดับการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ไว้อย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อการใช้งาน
สำหรับสถานการณ์ก๊าซธรรมชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่ายังอยู่ในระดับที่ไม่น่าวิตกกังวล โดยมีการเตรียมแผนสำรองด้วยการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานอื่น เช่น ถ่านหินและพลังงานน้ำ เพื่อเสริมความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าของประเทศ นอกจากนี้รัฐบาลยังมีแนวทางกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงอาจมีการนำมาตรการประหยัดพลังงานมาใช้ตามความเหมาะสม โดยตั้งเป้าหมายหลักให้การดำเนินนโยบายทั้งหมดส่งผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุดภายใต้สภาวะความไม่แน่นอนของตลาดโลก
