การเมือง
รัฐบาลยืนยันพลังงานสำรองเพียงพอ พร้อมตรึงราคาดีเซล-ก๊าซหุงต้ม บรรเทาผลกระทบค่าครองชีพ
สำนักข่าวบริคอินโฟ – รัฐบาลไทยยืนยันความพร้อมรับมือสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยระบุว่า พลังงานสำรอง ของประเทศยังมีเพียงพอและได้เตรียมแผนจัดหาแหล่งน้ำมันเพิ่มเติมหากเส้นทางขนส่งหลักได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันได้ประกาศตรึงราคา น้ำมันดีเซล และ ก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน พร้อมกำชับกระทรวงพาณิชย์ดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงวิกฤต
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยถึงแนวทางเสริมความมั่นคงด้านพลังงานว่า หากเกิดกรณีการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซติดขัด รัฐบาลได้พิจารณาแหล่งจัดหาน้ำมันสำรองจากแหล่งอื่นไว้แล้ว พร้อมเตรียมเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนเพื่อยืดระยะเวลาการใช้น้ำมันสำรองที่มีอยู่ โดยย้ำว่าประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกจนเกิดการกักตุนน้ำมัน เนื่องจากรัฐบาลมีแผนบริหารจัดการที่ชัดเจน
สำหรับการดูแลราคาพลังงาน กระทรวงพลังงาน (Ministry of Energy) ยืนยันการตรึงราคา น้ำมันดีเซล ต่อไปจนครบกำหนด 15 วัน ตามที่ประกาศไว้ ส่วนน้ำมันเบนซินจะใช้กลไกของ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามาช่วยพยุงราคาเพื่อไม่ให้ปรับขึ้นรุนแรงในทันที นอกจากนี้ยังได้ประกาศขยายเวลาการตรึงราคา ก๊าซหุงต้ม ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมทั้งเตรียมนำมาตรการประหยัดพลังงานเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ เพื่อขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการและภาคเอกชน
ทางด้าน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงมาตรการทางเทคนิคว่า “ได้มีการปรับเพิ่มสัดส่วนการสำรองน้ำมันจาก 1% เป็น 3% ซึ่งจะช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานได้อีกประมาณ 7 วัน และจะมีการออกประกาศเพิ่มส่วนผสมในน้ำมันดีเซลเพื่อลดการใช้เนื้อน้ำมันนำเข้า โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) เพื่อจัดหาเชื้อเพลิงสำรองในการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ”
ในส่วนของปากท้องประชาชน กระทรวงพาณิชย์ (Ministry of Commerce) โดยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่ายังไม่มีการอนุญาตให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาสินค้าควบคุม เนื่องจากยังไม่มีรายใดแจ้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจนรับไม่ไหว โดยทางกระทรวงฯ จะใช้กฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เข้ากำกับดูแลอย่างเข้มงวด หากพบการกักตุนหรือจำหน่ายสินค้าในราคาไม่เป็นธรรม มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สำหรับสถานการณ์คนไทยในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (Ministry of Foreign Affairs) รายงานว่ามีคนไทยกลุ่มแรกจำนวน 29 คน เดินทางกลับจากอิหร่านถึงประเทศไทยแล้ว และจะมีอีก 23 คนเดินทางถึงในวันพรุ่งนี้ ขณะที่ กระทรวงแรงงาน (Ministry of Labour) ได้เตรียมงบประมาณจาก กองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อมอบเงินสงเคราะห์รายละ 15,000 บาท ให้แก่แรงงานที่ต้องเดินทางกลับเนื่องจากภาวะสงคราม พร้อมจัดเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกด้านการจัดหางานและฝึกอาชีพรองรับแรงงานที่กลับมาทั้งหมด
