ข่าว
พิพิธภัณฑ์ชาวจีน ในอเมริกา จัดแสดงผลงานสะท้อนการเหยีดคนเอเชียเพราะโควิด
พิพิธภัณฑ์ชาวจีนในอเมริกา (MOCA) ในนครนิวยอร์ก จะเปิดให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศการล่าสุดของพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อว่า “หน้าต่างสู่ไชน่าทาวน์” (Windows for Chinatown) ในวันที่ 17-18 ต.ค. 63
เว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ระบุว่า “หน้าต่างสู่ไชน่าทาวน์จะจัดแสดงเอกสารในประวัติศาสตร์จีน-อเมริกันที่เก็บในหอจดหมายแหตุแห่งชาติของพิพิธภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์เป็นโครงการจัดเก็บทรัพยากรใหม่ๆ เช่น สิ่งของสะสมเกี่ยวกับโควิด-19 (OneWorld COVID-19 Collection)”
พิพิธภัณฑ์ได้เปลี่ยนหน้าต่างของตึกบนถนนเซนเตอร์และถนนลาฟาแยตต์ให้กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของไชน่าทาวน์ การเหยียดสีผิวต่อต้านคนเอเชียในช่วงการระบาดของโควิด-19 และการลุกฮือเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมทางเชื้อชาติที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

พิพิธภัณฑ์จะเปิดให้เข้าชมเวลา 10.00-18.00 น. โดยกำหนดให้เข้าชมพร้อมกันได้สูงสุด 4 คน รอบละ 15 นาที ผู้สนใจต้องจองตั๋วผ่านทางออนไลน์และจะไม่มีการจำหน่ายตั๋วที่พิพิธภัณฑ์
สำหรับ พิพิธภัณฑ์จีนในอเมริกาก่อตั้งขึ้นในปี 1980 มีเป้าหมายที่จะอนุรักษ์และนำเสนอประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และประสบการณ์ในหลายแง่มุมของลูกหลานเชื้อสายจีนในสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ กลุ่มสิทธิพลเมืองในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ รายงานว่ากระแสความเกลียดชังชาวเอเชียบนทวิตเตอร์ในสหรัฐฯ ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผลวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)
วอชิงตัน โพสต์ (Washington Post) เปิดเผยรายงานของกลุ่มต่อต้านการหมิ่นประมาท (ADL) ซึ่งระบุว่าความเกลียดชังชาวเอเชียและการใช้ถ้อยคำมุ่งร้ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 85 ในช่วง 12 ชั่วโมง หลังทรัมป์ทวีตว่าตัวเขามีผลตรวจโรคโควิด-19 เป็นบวกครั้งแรก
“สัดส่วนความเกลียดชังชาวเอเชียบนแพลตฟอร์มดังกล่าวยังคงเพิ่มสูงขึ้น” ระหว่างวันที่ 2-5 ต.ค. ที่ผ่านมา
การศึกษาของกลุ่มฯ ถูกเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (9 ต.ค.) และเปิดเผยต่อสาธารณะโดย จูดี้ ชู สมาชิกสภาคองเกรส ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐสภาเอเชียน แปซิฟิก อเมริกัน คอคัส (CAPAC) โดยผลวิจัยมาจากการวิเคราะห์ทวีตมากกว่า 2.7 ล้านทวีต ระหว่าง 20.00 น. ของวันที่ 2 ต.ค. ถึง 21.00 น. ของวันที่ 5 ต.ค. ตามเวลามาตรฐานสากล
ชู ระบุว่า คำกล่าวโทษชาวเอเชียอันไร้เหตุผลของกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์อาจนำไปสู่การกระทำที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น
ที่มา : สำนักข่าวซินหัว
