Connect with us

ข่าว

แพทย์ทำเนียบขาวย้ำ ทรัมป์มีผลโควิด-19 ‘เป็นลบ’ เตรียมขึ้นหาเสียงที่ฟลอริดา

Published

on

เมื่อคืนที่ผ่านมาซึ่งตรงกับวันที่ 12 ต.ค. 63 ตามเวลาท้องถื่นของสหรัฐฯ นายฌอน คอนลีย์ แพทย์ประจำทำเนียบขาวระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ มีผลตรวจเชื้อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เป็นลบ ซึ่งนับเป็นระยะเวลา 12 วันหลังจากพบว่ามีผลตรวจเชื้อเป็นบวก

ตามรายงานของ สำนักข่าวซินหัว มีการอ้างอิงว่า คอนลีย์ ระบุในบันทึกว่าทรัมป์มีผลตรวจเชื้อเป็นลบ “ติดต่อกันหลายวันแล้ว” และปัจจุบันเขา “ไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้”

อ่าน : ‘ความเกลียดชังชาวเอเชีย’ ในสหรัฐฯ พุ่งสูง หลัง ‘ทรัมป์’ ประกาศติดโควิด-19

“สิ่งสำคัญที่ควรย้ำคือเราไม่ได้ใช้ผลตรวจเชื้อนี้เป็นเครื่องยืนยันเพียงอย่างเดียวว่าปัจจุบันประธานาธิบดีมีผลตรวจเชื้อเป็นลบ”

คอนลีย์ ระบุในบันทึกว่า “ผลตรวจแอนติเจนของประธานาธิบดีเป็นลบหลายครั้ง และเมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลทางคลินิกและข้อมูลจากห้องปฏิบัติการ ซึ่งประกอบไปด้วยการตรวจวัดปริมาณเชื้อไวรัส อาร์เอ็นเอสายย่อย (subgenomic RNA) และการวัดค่าจำนวนรอบของการทำงานในปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส (PCR cycle threshold) รวมถึงการประเมินข้อมูลการเพาะเชื้อไวรัส ล้วนบ่งชี้ว่าไม่มีการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสที่สามารถตรวจพบได้”

Advertisement

“ข้อมูลที่ครอบคลุมนี้ ประกอบกับแนวทางการยกเลิกมาตรการเฝ้าระวังด้านการแพร่ระบาดของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ทำให้คณะแพทย์ของเราสรุปการประเมินได้ว่าประธานาธิบดีไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่น”คอนลีย์ ระบุในบันทึก

คืนวันจันทร์ (12 ต.ค.) ทรัมป์มีกำหนดเข้าร่วมกิจกรรมหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่เมืองแซนฟอร์ด รัฐฟลอริดา ซึ่งถือเป็นกิจกรรมแรกหลังเขามีผลตรวจเชื้อโรคโควิด-19 เป็นบวกเมื่อวันที่ 1 ต.ค. และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 3 วันก่อนจะกลับมารักษาตัวต่อที่ทำเนียบขาว

ทั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่ในทำเนียบขาวมีผลตรวจเชื้อเป็นบวกหลายรายทั้งก่อนหน้าและหลังจากที่ทรัมป์มีผลตรวจเชื้อเป็นบวก

ขณะที่เหลือเวลาอีก 22 วันก่อนถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ และหลายรัฐเริ่มลงคะแนนล่วงหน้าแล้ว สหรัฐฯ มีผู้ป่วยโรคโควิด-19 สะสม 7.8 ล้านราย โดยสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี นิวส์ คาดว่าจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มสูงกว่า 8 ล้านรายภายในคืนวันพฤหัสบดี (15 ต.ค.)

Advertisement
Continue Reading
Advertisement