ข่าว
กทม. ร่วมวางกรอบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ จัดระเบียบการใช้พลังงาน ปิดช่องโหว่กฎหมาย กับรัฐบาล
สำนักข่าวบริคอินโฟ – รัฐบาลร่วมกับกรุงเทพมหานครประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 เดินหน้าจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กำหนดมาตรการควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนเมือง พร้อมเร่งอุดช่องโหว่การขอใบอนุญาตก่อสร้างและชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าเกือบ 20,000 เมกะวัตต์
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยรัฐมนตรีจากกระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการกำกับดูแลการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้สอดคล้องกับขีดความสามารถด้านสาธารณูปโภคของประเทศ
ที่ประชุมระบุว่า ธุรกิจศูนย์ข้อมูล Data Center เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล แต่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรทั้งพลังงานไฟฟ้า น้ำ และที่ดินในปริมาณสูง ส่งผลให้ประชาชนในเขตชุมชนเมืองเกิดความกังวล จึงต้องจัดระเบียบการลงทุนให้ถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และสร้างประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากรไทย ซึ่งจากการตรวจสอบโครงการก่อสร้างในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่ามีบางโครงการอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายและใบอนุญาตที่ไม่ถูกต้องเพื่อลดต้นทุน จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกฎระเบียบให้รัดกุมยิ่งขึ้น

สำหรับประเด็นการยื่นขอใช้ไฟฟ้าในกลุ่มโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีตัวเลขรวมกันเกือบ 20,000 เมกะวัตต์นั้น รัฐบาลชี้แจงว่าเป็นตัวเลขที่รวมการขอสำรองกำลังไฟฟ้าล่วงหน้า ไม่ได้หมายถึงการที่ประเทศต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจริงเต็มจำนวนดังกล่าวในทันที ทั้งนี้ การดำเนินโครงการจะต้องยึดโยงกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและ Net Zero โดยมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม รวมถึงการเลือกระบบไฟฟ้าสำรองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้รับมอบหมายให้ศึกษาการกำหนดสถานะทางกฎหมายของศูนย์ข้อมูล การวางมาตรฐานศูนย์ข้อมูลสีเขียว (Green Data Center) การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการสนับสนุนระบบนิเวศด้านปัญญาประดิษฐ์และคลาวด์ตามกรอบมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD โดยผลการประชุมจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ทั้งในรูปแบบประกาศกระทรวง การแก้ไขระเบียบ หรือการยกร่างพระราชบัญญัติเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
