การเมือง
วีระยุทธ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แก้ 4 ปัญหา เสนอคุมเข้มย้อนหลัง อุดช่องโหว่กฎหมาย และคัดกรองการลงทุน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เร่งพิจารณา 4 ประเด็นสำคัญในการประชุมนัดแรก วันที่ 4 กันยายนนี้ ซึ่งมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อสร้างแนวทางควบคุมและจัดการข้อกังวลของสังคมต่อผลกระทบของโครงการที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ข้อเรียกร้องแรกเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาบังคับใช้กฎระเบียบย้อนหลังกับโครงการที่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI (Board of Investment) ไปแล้วจำนวน 57 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 811,000 ล้านบาท ทั้งในด้านการบริหารจัดการน้ำ ระบบไฟฟ้า การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และเงื่อนไขการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) เนื่องจากหากไม่มีการควบคุมย้อนหลัง จะส่งผลให้โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ไม่ถูกกำกับดูแลภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังเสนอให้อุดช่องโหว่ทางกฎหมาย หลังพบว่าธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่มีข้อบังคับให้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) และไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ส่งผลให้หลายโครงการเลี่ยงไปขออนุญาตก่อสร้างในลักษณะอาคารคลังสินค้าแทน รวมถึงกรณีการลงทุนของบริษัท TikTok ที่ระบุลักษณะธุรกิจเป็นบริการให้เช่าพื้นที่เก็บข้อมูล (Data Hosting) แทนโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ไม่ถูกนับรวมในสถิติการลงทุนของ BOI ซึ่งจำเป็นต้องมีเกณฑ์กำกับดูแลเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงกฎหมาย
สำหรับเงื่อนไข Local Content นั้น รัฐบาลควรกำหนดแนวทางให้เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง มากกว่าการจำกัดประโยชน์อยู่เพียงกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน หรือผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยเสนอให้จัดลำดับความสำคัญแก่โครงการที่สามารถรองรับการพัฒนาและประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence Machine Learning) มากกว่าโครงการที่เป็นเพียงศูนย์จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ (Cloud) ทั่วไป
ทั้งนี้ รัฐบาลควรใช้อำนาจต่อรองในการคัดกรองการลงทุน เนื่องจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จากปัจจัยที่ประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียนเริ่มบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวด ประเทศไทยจึงควรใช้โอกาสนี้กำหนดทิศทางการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในประเทศ พร้อมบังคับใช้มาตรฐานพลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคและชุมชนในระยะยาว
