Connect with us

ข่าว

นักวิชาการ มธ. ชี้ราคาน้ำมันโลกจ่อพุ่ง 140 ดอลลาร์ แนะรัฐปรับโครงสร้างภาษี-อุดหนุนแบบมุ่งเป้า

Published

on

กลุ่ม G7 เห็นพ้องยังไม่ระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ทันที หลังราคาน้ำมันพุ่งสูงจากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่าน เตรียมส่งต่อให้ผู้นำตัดสินใจปลายสัปดาห์นี้

สำนักข่าวบริคอินโฟ – นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วิเคราะห์สถานการณ์พลังงานโลก ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน โดยระบุว่าแม้ ราคาน้ำมันดิบ มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่เชื่อว่าจะไม่เกิดสภาวะขาดแคลนเนื่องจากมีแหล่งผลิตสำรองและเส้นทางขนส่งอื่นทดแทน พร้อมเสนอให้รัฐบาลไทยเร่ง ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน และเปลี่ยนจากการอุดหนุนแบบถ้วนหน้ามาเป็น การอุดหนุนแบบมุ่งเป้า (Target Subsidy) เพื่อลดภาระ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และป้องกันวิกฤตหนี้สาธารณะในระยะยาว

รศ. ดร.ภูรี สิรสุนทร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat University) เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจุบันที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปแตะระดับ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่อาจไม่ถึง 200 ดอลลาร์ตามที่บางฝ่ายกังวล เนื่องจากองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA (International Energy Agency) มีมติปล่อยน้ำมันดิบสำรองฉุกเฉินกว่า 400 ล้านบาร์เรลเพื่อรักษาสมดุลตลาดโลก ส่วนประเด็นความกังวลเรื่องน้ำมันขาดแคลนจากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) นั้น มองว่าโลกยังมีแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งอื่น เช่น แหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) หรือท่าเรือในซาอุดีอาระเบียและโอมาน แม้จะมีต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นก็ตาม

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 51% ปัจจุบันมี น้ำมันสำรอง ใช้ได้ประมาณ 95 วัน แบ่งเป็นน้ำมันในประเทศ 39 วัน อยู่ระหว่างขนส่ง 26 วัน และจัดหาเพิ่มเติมได้อีก 30 วัน อย่างไรก็ตาม รศ. ดร.ภูรี มองว่ามาตรการประหยัดพลังงานและการใช้ Work From Home ที่รัฐบาลส่งเสริมนั้นมาถูกทางแล้ว แต่การใช้กลไก สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เข้าไปพยุงราคาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เกิดประโยชน์สูงสุด และเสี่ยงที่จะทำให้คนไทยต้องใช้ น้ำมันราคาแพง ต่อไปในอนาคตแม้สงครามจะจบลง เพื่อนำเงินมาใช้หนี้คืนกองทุนฯ

นักวิชาการรายนี้ได้เสนอ 4 มาตรการเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด ประกอบด้วย 1. การปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ให้สะท้อนต้นทุนจริง 2. การปรับลดหรือยกเว้น ภาษีสรรพสามิต โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่มีภาระภาษีสูงถึง 7.8 บาทต่อลิตร ซึ่งหากลดส่วนนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระกองทุนน้ำมันที่ต้องอุดหนุนอยู่ถึง 16.97 บาทต่อลิตร 3. การอุดหนุนแบบมุ่งเป้า โดยสำรวจความสามารถในการจ่าย (Affordability) ของครัวเรือนเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แทนการอุดหนุนแบบถ้วนหน้าที่คนรวยได้ประโยชน์มากกว่า และ 4. ส่งเสริม พลังงานทางเลือก เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel)

Advertisement

“หากไม่มีการทำสิ่งเหล่านี้ สุดท้ายก็จะเกิดภาระทางการคลัง และภาระกับกองทุนน้ำมันในมูลค่ามหาศาล โดยที่ไม่ได้เกิดประโยชน์กับคนที่เดือดร้อนเท่าที่ควร และยังสร้างผลกระทบในระยะยาวด้วย หากไปถึงขนาดที่ต้องออก พ.ร.ก. เพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ อนาคตหลังจบสงครามขณะที่ราคาน้ำมันทั่วโลกกลับมาอยู่ในจุดเดิมแล้ว แต่ไทยเราอาจจะยังต้องใช้น้ำมันแพงกันอยู่เพราะต้องเอาเงินคืนให้กองทุนน้ำมัน” รศ. ดร.ภูรี ระบุ

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงแนวคิดการเก็บ ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) กับบริษัทพลังงานที่มีกำไรเกินควรในช่วงวิกฤต โดย รศ. ดร.ภูรี ให้ความเห็นว่าต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและเป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากที่ผ่านมาภาคเอกชนไทยมักให้ความร่วมมือในการแบกรับต้นทุนตามคำขอของภาครัฐอยู่แล้ว

Continue Reading
Advertisement