ข่าว
ส.อ.ท. เผยยอดผลิตรถยนต์เมษายน 2569 ทรงตัว สงครามตะวันออกกลางกระทบส่งออก ขณะที่ยอดขายอีวีพุ่งสวนกระแส
สำนักข่าวบริคอินโฟ – สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงานสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์เดือนเมษายน 2569 พบยอด ผลิตรถยนต์ รวม 103,794 คัน ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.44 ขณะที่ยอดขายในประเทศกลับเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจที่ 48,394 คัน โดยได้รับอานิสงส์จากยอดจอง รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายจากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปให้หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ตัวเลขการผลิตรถยนต์ในเดือนเมษายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 103,794 คัน ปรับตัวลดลงร้อยละ 0.44 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์นั่งสันดาปภายใน
ในส่วนของการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปทำได้ที่ 60,190 คัน หดตัวลงร้อยละ 8.43 ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางที่ร่วงลงอย่างหนักถึงร้อยละ 91.76 อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทาง ส.อ.ท. ได้ประเมินว่าหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อเกินสามเดือน อาจทำให้ตัวเลขการผลิตเพื่อส่งออกภาพรวมไม่เข้าเป้าตามที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม ตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย โอเชียเนีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือ ยังคงมีตัวเลขการส่งออกที่เติบโตขึ้นมาชดเชยและพยุงสถานการณ์ไว้ได้บางส่วน
สำหรับยอดขายยานยนต์ภายในประเทศเดือนเมษายน 2569 ทำยอดไปได้ 48,394 คัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.54 เป็นผลมาจากการเร่งส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจองสูงกว่าครึ่งหนึ่งในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ผนวกกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาใช้งานพลังงานทางเลือกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กลุ่มรถกระบะซึ่งเป็นตลาดใหญ่ยังคงเผชิญกับสภาวะหดตัว โดยยอดขายลดลงร้อยละ 9.7 ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตต่ำ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัว และกำลังซื้อของประชาชนที่ยังคงอ่อนแอ
นายสุรพงษ์ยังได้ระบุถึงปัจจัยลบที่น่ากังวล คือการขอปรับขึ้นราคาชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ โดยอ้างอิงสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมยอดขายและการผลิต จึงใคร่ขอให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและรถยนต์ช่วยตรึงราคาไว้ในภาวะที่กำลังซื้อยังอ่อนแอไปก่อนระยะหนึ่ง
การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด ข้อมูลการจดทะเบียนใหม่ในเดือนเมษายน 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมที่พุ่งสูงขึ้น โดยกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ หรือ BEV มียอดจดทะเบียนใหม่สูงถึง 12,512 คัน เติบโตขึ้นถึงร้อยละ 55.84 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ขณะที่ยานยนต์ไฟฟ้าแบบผสม หรือ HEV มียอดจดทะเบียน 12,704 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.27 สวนทางกับกลุ่มรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลที่มียอดการจดทะเบียนลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลให้ปัจจุบัน ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ประเทศไทยมียอดสะสมการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้ากลุ่ม BEV รวมทั้งสิ้น 447,351 คัน และกลุ่ม HEV สะสมถึง 665,034 คัน แสดงให้เห็นถึงทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่กำลังเร่งปรับตัวตอบรับเทรนด์พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ
