Connect with us

ข่าว

กลุ่มทิสโก้ เผยกำไรครึ่งปีแรก 2568 ลดลง 5.7% พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือลูกหนี้

Published

on

บลจ.ทิสโก้, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด, TISCO Asset Management, กองทุนรวม, กองทุนทริกเกอร์, หุ้นไทย, หุ้นต่างประเทศ

สำนักข่าวบริคอินโฟ – กลุ่มทิสโก้ (TISCO Financial Group Public Company Limited) เปิดเผยผลประกอบการช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีกำไรสุทธิรวม 3,287 ล้านบาท ลดลง 5.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงฟื้นตัวช้าและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ทิสโก้ ยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น

นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ (Mr. Sakchai Peechapat, Group Chief Executive, TISCO Financial Group Public Company Limited) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน แม้จะมีการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นก่อนมาตรการภาษีศุลกากรสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ แต่ความต้องการภายในประเทศกลับอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด อันเนื่องมาจากการชะลอการลงทุนของภาคเอกชนและความระมัดระวังในการใช้จ่ายของครัวเรือน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความกังวลด้านรายได้และปัญหาหนี้สิน นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวก็ยังไม่ฟื้นตัวตามที่คาดการณ์ไว้ ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่เต็มประสิทธิภาพ

สำหรับผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก กำไรสุทธิที่ลดลงของ กลุ่มทิสโก้ เป็นผลมาจากรายได้ธุรกิจหลักที่ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย และการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ในโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” อย่างไรก็ตาม ธุรกิจสินเชื่อยังคงมีการขยายตัวที่ 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมาจากกลุ่มสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล จากความร่วมมือกับพันธมิตรและนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ ส่งผลให้มียอดสินเชื่อปล่อยใหม่เติบโตขึ้นถึง 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมโดยรวมได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดทุน แต่การฟื้นตัวของสินเชื่อเช่าซื้อช่วยหนุนให้รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนายหน้าประกันภัยกลับมาเติบโตอีกครั้ง นอกจากนี้ ธุรกิจจัดการกองทุนของ บลจ.ทิสโก้ จำกัด (TISCO Asset Management Co., Ltd.) ยังคงมีผลงานโดดเด่น โดยเฉพาะในธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในการบริการและตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดอย่างต่อเนื่อง กลุ่มทิสโก้ ยังคงดำเนินนโยบายควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยชะลอการขยายสาขาใหม่และมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของสาขาเดิม พร้อมทั้งตั้งสำรองเพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

กลุ่มทิสโก้ ยังคงยึดมั่นในยุทธศาสตร์ “ธุรกิจยั่งยืน” (Sustainable Focus) โดยเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่คาดว่าจะชะลอตัวในช่วงครึ่งปีหลัง และมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคจากการส่งออก การท่องเที่ยว และความไม่แน่นอนทางการเมือง ควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดผ่านโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งมีลูกหนี้ได้รับความช่วยเหลือแล้วกว่า 40% และเตรียมขยายความช่วยเหลือในเฟสที่สอง นอกจากนี้ จะเดินหน้าบริการที่ปรึกษาทางการเงินแบบองค์รวม (Holistic Advisory) ทั้งด้านการลงทุนและการวางแผนสุขภาพ เพื่อส่งเสริมความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนของลูกค้า

สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2568 กลุ่มทิสโก้ มีกำไรสุทธิ 1,644 ล้านบาท ลดลง 6.2% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิครึ่งปีแรกอยู่ที่ 3,287 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตาม รายได้ค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์และธุรกิจจัดการกองทุนมีการฟื้นตัว และมีการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมลดลง 4.0% สำหรับอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ของบริษัทอยู่ที่ 15.5%

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 เงินให้สินเชื่อรวม ของ กลุ่มทิสโก้ อยู่ที่ 235,512 ล้านบาท เติบโต 1.4% จากสิ้นปี 2567 โดยหลักมาจากสินเชื่อบริษัทที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สินเชื่อ SME อ่อนตัวลง นอกจากนี้ กลุ่มทิสโก้ ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียน เนื่องจากหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง สำหรับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ทรงตัวที่ 2.4% ของสินเชื่อรวม และมีระดับค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ 154.8% โดย ธนาคารทิสโก้ (TISCO Bank Public Company Limited) ยังคงรักษาฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง ด้วยประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.6% ซึ่งสูงกว่าอัตราขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้

Advertisement