Connect with us

ข่าว

SCB EIC คาดรายได้ค่ายเพลง T-Pop พุ่งทะลุ 1.1 หมื่นล้านบาท แนะรัฐหนุนซอฟต์พาวเวอร์สู่สากล

Published

on

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC เผยมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมเพลงไทย T-Pop จ่อทะลุ 1.1 หมื่นล้านบาท ชี้พลังซูเปอร์แฟนขับเคลื่อนเศรษฐกิจโตข้ามสายธุรกิจ

สำนักข่าวบริคอินโฟ – เทรนด์ดนตรีแนวป๊อปสัญชาติไทยยุคใหม่หรือ T-Pop (Thai Pop) กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและขยายฐานผู้ฟังไปสู่ระดับสากลอย่างต่อเนื่อง โดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์คาดการณ์ว่า รายได้รวมของผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจ T-Pop ของไทยจะพุ่งสูงถึง 1.1 หมื่นล้านบาทภายในปี 2026 และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องสู่ระดับ 1.3 หมื่นล้านบาทในปี 2029 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 5.8% CAGR (อัตราการเติบโตเฉลี่ยแบบทบต้นต่อปี) ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเพลงในตลาดโลก

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการฟื้นตัวของกิจกรรมความบันเทิงหลังยุคโควิด-19 รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนผ่านไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลสตรีมมิงและกระแสไวรัลบนสื่อสังคมออนไลน์ ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินไทยสามารถเข้าถึงฐานแฟนคลับทั้งในและต่างประเทศได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

มูลค่าตลาดดนตรีของไทยเคยเผชิญภาวะหดตัวอย่างรุนแรงในช่วงปี 2019-2021 จากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม แต่สามารถฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับก่อนเกิดวิกฤตการณ์ได้ตั้งแต่ปี 2022 เนื่องจากการปรับกลยุทธ์ของผู้ผลิตเพลงที่หันมาโพรโมตผลงานผ่านแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok และ YouTube จนเกิดกระแสความนิยมในวงกว้าง สอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มผู้ฟังยุคใหม่ โดยเฉพาะ เจนซี (Gen Z) ที่ผลสำรวจพบว่ามีการรับฟังเพลง T-Pop เพิ่มขึ้นสูงถึง 81%

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านคุณภาพผลงานที่ได้รับการยกระดับสู่สากล ทั้งในแง่การผลิต การออกแบบภาพลักษณ์ของศิลปินไอดอล เช่น โฟร์อีฟ (4EVE), พร็อกซี (PROXIE), บัส (BUS) หรือศิลปินเดี่ยวอย่าง โบกี้ไลออน (Bowkylion) และ นนท์ ธนนท์ รวมไปถึงกระแส ซีรีส์วายไทย (Boy Love/Girl Love Series) ที่ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายในต่างประเทศ ล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยส่งต่อความนิยมจากเพลงประกอบซีรีส์ไปสู่ผลงานอื่นของศิลปิน ส่งผลให้ศิลปินไทยหลายรายได้รับโอกาสเข้าร่วมแสดงในเทศกาลดนตรีระดับโลก เช่น โคเชลลา (Coachella) ในสหรัฐอเมริกา และ ซัมเมอร์ โซนิค (Summer Sonic) ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ระดับสากลอย่าง ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค กรุ๊ป (Universal Music Group) และ เทนเซ็นต์ มิวสิค (Tencent Music) เข้าสู่ตลาดไทย

แม้ว่าการเข้าถึงผู้ฟังจะง่ายขึ้นผ่านบริการสตรีมมิงอย่าง สปอติฟาย (Spotify), แอปเปิล มิวสิค (Apple Music) หรือ ยูทูบ มิวสิค (YouTube Music) แต่รายได้ต่อยอดการฟังเฉลี่ยต่อครั้งยังคงอยู่ในระดับต่ำ อุตสาหกรรมเพลงไทยจึงหันมาพึ่งพาและให้ความสำคัญกับกลุ่ม ซูเปอร์แฟน (Superfan) ซึ่งเป็นกลุ่มแฟนคลับที่มีกำลังซื้อสูงและพร้อมสนับสนุนศิลปินอย่างต่อเนื่อง

โดยผลสำรวจของ SCB EIC ชี้ว่า แฟนคลับกลุ่มนี้ถึง 86% มีพฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนศิลปินมากกว่า 1 ประเภท การขับเคลื่อนดังกล่าวได้ส่งผลบวกและสร้างโอกาสเติบโตไปสู่ภาคธุรกิจอื่นอย่างเด่นชัด ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดคอนเสิร์ตและอิเวนต์ ที่เติบโตตามจำนวนรอบการแสดงของศิลปินไทย โดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ สสปน. (TCEB) คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดธุรกิจไมซ์ (MICE) ของไทยในปี 2026 จะเติบโต 9.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) หรือคิดเป็นมูลค่าราว 1.63 แสนล้านบาท

ถัดมาคือ ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ แฟนดอม มาร์เก็ตติ้ง (Fandom Marketing) ผ่านการดึงศิลปินมาเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป หรือ FMCG เพื่อกระตุ้นยอดขายจากกลุ่มแฟนคลับที่นิยมซื้อสินค้าที่มีโพรโมชันพิเศษ รวมถึงธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้าน (Out of Home Media) และธุรกิจรถอาหารหรือ ฟู้ดทรัค (Food Truck) ที่ได้รับอานิสงส์จากวัฒนธรรมการส่งเสบียงสนับสนุนศิลปิน

สุดท้ายคือ ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน และระบบขนส่งสาธารณะ ตลอดจนกลุ่มค้าปลีกและศูนย์การค้า ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมหรือเทศกาลดนตรีของกลุ่มแฟนคลับ สำหรับทิศทางในอนาคต อุตสาหกรรมดนตรี T-Pop มีแนวโน้มขยายตัวไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียตะวันออก

Advertisement

อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นของกลุ่มศิลปินภายในประเทศและศิลปินต่างชาติที่มีฐานทุนและเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างเคป๊อป (K-Pop) ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรเบื้องหลังที่มีทักษะการจัดการและการวางแผนการตลาดดนตรีในระดับสากล ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและแหล่งเงินทุนที่ค่ายเพลงขนาดกลาง ขนาดเล็ก และศิลปินอิสระยังเข้าถึงได้ยาก เนื่องจากสินทรัพย์หลักอยู่ในรูปแบบของทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งประเมินมูลค่าเพื่อใช้เป็นหลักประกันทางการเงินได้ยาก

บทวิเคราะห์ของ SCB EIC ระบุเพิ่มเติมว่า นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐภายใต้หน่วยงาน THACCA และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ สสปน. (CEA) มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมนี้ก้าวสู่เวทีโลกได้เร็วยิ่งขึ้น แต่ในระยะต่อไปภาครัฐควรพิจารณามาตรการเพิ่มเติมอย่างเหมาะสมใน 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย

  1. การกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเพลงที่ชัดเจน โดยเพิ่มตัวชี้วัดด้านการส่งออกและมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ เช่นเดียวกับรูปแบบโมเดลของประเทศเกาหลีใต้หรือแคนาดา
  2. มาตรการสนับสนุนด้านการเงินที่ตอบโจทย์ อาทิ การพัฒนากลไกค้ำประกันทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย และการใช้มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนในค่ายเพลงขนาดใหญ่แบบประเทศฝรั่งเศส
  3. การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมเพลงแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างพื้นที่ศูนย์กลางเพื่อบ่มเพาะบุคลากรเบื้องหน้าและเบื้องหลัง พร้อมโครงสร้างพื้นฐานสตูดิโอที่เป็นมาตรฐานสากลตามแบบอย่างไทเปมิวสิกเซนเตอร์ (Taipei Music Center) ของไต้หวัน
  4. การยกระดับการบริหารจัดการและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านการสร้างระบบจัดเก็บลิขสิทธิ์แบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว (One-Stop Service) เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเชื่อมโยงระบบเข้ากับองค์กรจัดเก็บลิขสิทธิ์ในต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

การบูรณาการร่วมกันระหว่างการพัฒนาผลงานของเอกชนและการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐ จะช่วยปลดล็อกให้ T-Pop เติบโตได้อย่างยั่งยืนในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) หลักของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย