ข่าว
นักวิจัยไทยใช้กล้องเจมส์ เว็บบ์ ไขปริศนาซูเปอร์โนวา 2014C พบการก่อตัวของฝุ่นอวกาศพุ่งสูงทุบสถิติ
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ดร. สมาพร ติญญนนท์ นักวิจัยจาก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ NARIT สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักวิจัยไทยคนแรกที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย (Principal Investigator) ในการใช้ กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (James Webb Space Telescope หรือ JWST) เพื่อติดตามการระเบิดของ ซูเปอร์โนวา 2014C (SN2014C) โดยการค้นพบครั้งสำคัญชี้ให้เห็นว่ามีการก่อตัวของปริมาณฝุ่นเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการอธิบายต้นกำเนิดของธาตุต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นโลกและสิ่งมีชีวิต
ดร. สมาพร เปิดเผยถึงกลไกทางดาราศาสตร์ว่า เมื่อดาวฤกษ์มวลมากสิ้นอายุขัยและเชื้อเพลิงในแกนกลางหมดลง ดาวจะยุบตัวอย่างรวดเร็วและระเบิดเป็น ซูเปอร์โนวา (Supernova) ซึ่งจะปัดเป่ามวลสารที่เกิดจากปฏิกิริยาฟิวชั่นออกไปสู่ห้วงอวกาศ “หากปราศจากซูเปอร์โนวาแล้ว ธาตุที่จำเป็นต่อการกำเนิดสิ่งมีชีวิต เช่น ออกซิเจน คาร์บอน ไนโตรเจน หรือแม้กระทั่งธาตุหนักอย่างเช่น เหล็ก จะไม่สามารถรวมตัวกันจนก่อเกิดเป็นดาวเคราะห์ดังเช่นโลกของเราได้” โดยมวลสารเหล่านี้เองที่จะกลายเป็นวัตถุดิบในการสร้างระบบดาวฤกษ์รุ่นต่อไป
สำหรับการสังเกตการณ์ SN2014C ในครั้งนี้ พบความพิเศษเนื่องจากดาวต้นกำเนิดมีฮีเลียมสูงแต่มีไฮโดรเจนน้อย ทว่ามวลสารรอบข้างกลับอุดมไปด้วยไฮโดรเจนที่ถูกปล่อยออกมาก่อนการระเบิด เมื่อเกิดการระเบิด คลื่นกระแทกได้ปะทะกับมวลสารโดยรอบ ทำให้ทีมวิจัยสามารถติดตามศึกษาการเปลี่ยนแปลงได้ต่อเนื่องนานหลายปี โดยข้อมูลล่าสุดจาก กล้องเจมส์ เว็บบ์ (JWST) ยืนยันว่าแม้จะผ่านไปเกือบ 10 ปี แต่มวลสารจากการระเบิดยังคงมีปฏิกิริยากับไฮโดรเจนรอบข้างอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในข้อมูลที่สร้างความประหลาดใจแก่ทีมนักดาราศาสตร์คือ การพบปริมาณฝุ่นรอบดาวฤกษ์เพิ่มขึ้นมหาศาล โดยมีมวลมากกว่าโลกถึง 20,000 ดวง ถือเป็นปริมาณฝุ่นจาก ซูเปอร์โนวา ที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีการตรวจพบ และเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับข้อมูลเดิมจาก กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ที่วัดไว้ในปี 2019 การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 9 ปีหลังการระเบิด ถือเป็นอัตราการเติบโตของฝุ่นที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การกำเนิดวัตถุในอวกาศ

งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารทางวิชาการระดับโลกอย่าง Astrophysical Journal โดยถือเป็นผลงานที่เติมเต็มช่องว่างของการสังเกตการณ์ในช่วงรอยต่อหลังจากที่กล้องสปิตเซอร์ปลดประจำการในปี 2020 ก่อนที่ กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ จะเริ่มปฏิบัติการในช่วงปลายปี 2021 ทำให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการขยายขอบเขตความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการผลิตธาตุหนักและฝุ่นในเอกภพผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน
