คมนาคม
รถเมล์เถื่อน 2024 ยังมีอยู่เหรอ ? ปัญหาของเมืองหลวงที่รอการแก้ไข ล่าสุด TSB เปิดตัวเลข สูญรายได้ถึง 60 ล้าน/เดือน
คนกรุงเทพมหานครอาจคุ้นตากับรถโดยสารประจำทางที่บางคันอายุเยอะกว่าคนนั่งเสียอีก ทั้งที่เมืองหลวงใหญ่ ๆ ในต่างประเทศมีรถใหม่ สะอาด แอร์เย็นให้บริการจนเป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศ วันนี้บริคอินโฟจะพาไปหาคำตอบกัน
ความพยายามจะปฏิรูปรถเมล์มีมาเป็นระยะ ตั้งแต่ปี 2558 โดยของเดิม รถประจำทางในเขตกรุงเทพมหานคร กระทรวงคมนาคม จัดตั้งให้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เป็นผู้ให้บริการแต่เพียงผู้เดียวเพื่อลดความสับสน และต่อมาเมื่อ ขสมก. เล็งเห็นว่าบางสายรถให้บริการไม่พอ หรือไม่คุ้มค่าที่จะให้บริการด้วยตนเอง จึงให้เอกชนมาร่วมเดินรถ จึงเกิดเป็น “รถร่วมบริการ” ขึ้นมา
ต้นเรื่องก็เล่าอยู่แล้วว่าส่วนหนึ่งของเหตุผลคือ “ไม่คุ้มค่าที่จะให้บริการด้วยตนเอง” นั่นหมายความว่าบางสายที่มีการกำหนดเส้นทางและรายได้ยังน้อย ก็ทำให้เอกชนที่มาร่วมให้บริการต้องบริหารต้นทุนให้ประกอบกิจการได้ เช่น ใช้รถเมล์ดีเซลแบบเดิม หรือให้คนขับรับเงินค่าจ้างตามส่วนแบ่งของค่าโดยสาร เป็นต้น
จนกระทั่งปี 2562 มติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ได้ประกาศนโยบาย 1 สาย 1 ผู้ประกอบการ เพื่อปฏิรูป ขสมก. ที่กำลังขาดทุนและตัวแดงติดลบ โดยการอนุญาตให้เอกชนมารับสัมปทานรถประจำทางจาก กรมการขนส่งทางบกได้

น.ส.กุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) ระบุกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 ว่า ในฐานะผู้ให้บริการรถประจำทางพลังงานไฟฟ้า ที่ได้รับสัมปทานรถประจำทางจาก กรมการขนส่งทางบก และดำเนินกิจการมาเป็นระยะเวลา 2 ปี พบว่าปัจจุบัน แม้จะมีรถให้บริการในจำนวนมากกว่าที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดถึง 45% แต่ปัญหาที่พบคือ “รถเมล์เถื่อน” และวิ่งทับซ้อนในเส้นทางที่ได้รับสัมปทานมา
จากข้อมูลของ Thai Smile Bus เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2567 พบว่า มี 12 เส้นทางในกรุงเทพมหานครที่มีรถเมล์เถื่อนลักลอบให้บริการประชาชนอยู่ถึง 12 เส้นทาง อาทิ สาย 1 (3-35) พระราม 3 – ท่าเตียน , สาย 2 (3-1) สำโรง – ปากคลองตลาด และ สาย 71 (1-39) ปัฐวิกรณ์ – วัดธาตุทอง เป็นต้น ซึ่งบางสายมีรถเอกชนที่หมดสัมปทานไปแล้วแต่มาวิ่งทับซ้อนสูงสุดถึง 96%

สาย 8 สายนี้เงินดี เลยถูก “รถเมล์เถื่อน” วิ่งทับซ้อนถึง 96%
วรวิทย์ ชาญชญานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) ระบุว่า รายได้ของรถประจำทางแต่ละคันจะอยู่ที่ 3,000 บาท/คัน/วัน แต่ต้นทุนของการให้บริการจะอยู่ที่ 5,000 บาท/คัน/วัน ขณะที่สายที่มีเอกชนที่หมดสัมปทานไปแล้วมาวิ่งทับซ้อนมากที่สุด คือ สาย 8 (2-38) แฮปปี้แลนด์ – สะพานพุทธ ที่รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 6,000 บาท/คัน/วัน
จากข้อมูล พบว่า สาย 8 (2-38) มีรถเมล์เถื่อน ที่เป็นรถร้อนถึง 24 คัน เมื่อเทียบกับรถของ TSB ที่มี 26 คัน คิดเป็นสัดส่วนรถที่มาแย่งผู้ดดยสารโดยไม่มีการจัดการจาก กรมการขนส่งทางบก ถึง 96%
“สาย 8 เนื่องจากเป็นสายที่สร้างรายได้ จึงมีผู้ให้บริการเดิมที่หมดสัญญาเดินรถไปแล้วนำรถมาวิ่งและวิ่งเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนที่มีผู้โดยสารจำนวนมากด้วย ทั้งที่รถของ TSB ก็ให้บริการเพียงพอ และมีเทคโนดลยีที่ระบุชัดเจนไม่ให้รถขาดช่วง”

ช่วงหนึ่งของการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 ผู้สื่อข่าวถาม น.ส.กุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) ว่า จะทำอย่างไรกับรถที่เข้ามาเดินรถทับซ้อนกับสัมปทานของบริษัทและจะดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่ไม่กวดขันให้เป็นไปตามนโยบายหรือไม่ ?
น.ส.กุลพรภัสร์ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้ทำหนังสือไปยังกรมการขนส่งทางบกแล้วและไม่อยากจะให้ไปถึงขั้นตอนการดำเนินคดี รวมถึงไม่อยากให้รถประจำทางเอกชนรายย่อยมองว่าตนเองเป็นบริษํทที่มีกำลังทรัพย์มากกว่าเลยมองว่าจะกีดกันกัน แต่อยากให้ผู้ประกอบการรายย่อยหันมาร่วมมือและหาทางออกร่วมกัน เพื่อยกระดับขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับผลกระทบจากการถูกรถเมล์เถื่อนวิ่งทับซ้อนเส้นทางของ TSB ที่ได้รับสัมปทาน 1 เส้นทาง 1 ผู้ประกอบการ พบว่า มูลค่าความเสียหายอยู่ที่ราว 60 ล้านบาท/เดือน โดย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) บอกว่า เป็นตัวเลขที่ไม่ยั่งยืนในการทำธุรกิจ จึงเสนอ 4 แนวทางการปฎิรูปรถเมล์ไทยอย่างจริงจัง เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา
