ข่าว
ส.สถิติแห่งชาติ เผยผลเบื้องต้นสำมะโนประชากร ล่าสุด ไทยมี 70.3 ล้านคน อัตราเพิ่มต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เหลือเพียง 0.42%
สำนักข่าวบริคอินโฟ – สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยผลเบื้องต้นจากการทำสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 พบประเทศไทยมีประชากรอาศัยอยู่จริงรวม 70.3 ล้านคน และมีจำนวนครัวเรือน 26.3 ล้านครัวเรือน โดยโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ อัตราการเพิ่มของประชากรลดลงเหลือเพียงร้อยละ 0.42 ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดเก็บข้อมูล ส่งผลให้ไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ในขณะที่ขนาดครอบครัวเล็กลงเหลือเฉลี่ยเพียง 2.5 คนต่อครัวเรือน สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับนโยบายรองรับโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไป
ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการแถลงข่าว “ผลเบื้องต้นสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568” ว่า การจัดทำสำมะโนประชากรในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 12 และสำมะโนเคหะครั้งที่ 6 ของประเทศไทย โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นวันสำมะโน การดำเนินงานครั้งนี้เน้นรูปแบบ Digital Census หรือการจัดเก็บข้อมูลด้วยระบบดิจิทัล ภายใต้แนวคิด Digital First Approach ผสมผสานกับการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร “คุณมาดี” เพื่อให้ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่มทั้งชาวไทยและต่างชาติที่อาศัยอยู่จริง ไม่ว่าจะย้ายทะเบียนบ้านหรือไม่ก็ตาม เพื่อให้ได้ฐานข้อมูลที่สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุดสำหรับใช้ในการวางแผนพัฒนาประเทศ

จากการประมวลผลข้อมูลเบื้องต้น พบว่า ณ ปี 2568 ประเทศไทยมีประชากรอาศัยอยู่จริงประมาณ 70.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ประมาณ 5 ล้านคน (เนื่องจากปี 2563 งดเว้นการจัดทำจากสถานการณ์โควิด-19) อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนตัวเลขรวมจะเพิ่มขึ้น แต่ อัตราการเพิ่มของประชากรกลับลดลงเหลือเพียงร้อยละ 0.42 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์การทำสำมะโน ชี้ให้เห็นว่าแม้คนจะยังเพิ่มขึ้น แต่จำนวนคนเกิดใหม่ในแต่ละปีลดน้อยลงกว่าปีก่อน ๆ อย่างชัดเจน สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้โครงสร้างประชากรไทยเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete-aged Society)
ดร.เอกพงษ์ กล่าวถึงรายละเอียดของข้อมูลว่า “ข้อมูลสรุปได้ว่าคนในประเทศไทย ณ ปี 2568 มีคนอาศัยอยู่ทั้งสิ้น 70.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากคราวที่แล้วจำนวนหนึ่ง และมีครัวเรือนอยู่ทั้งหมด 26.3 ล้านครัวเรือน ตอนนี้เรามองว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ข้อมูลต่าง ๆ จะถูกนำไปวิเคราะห์แยกเป็นรายละเอียดย่อย ทั้งเรื่องเพศ การศึกษา ที่อยู่อาศัย และสภาวะทางเศรษฐกิจ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำนโยบายและงบประมาณให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง สิ่งที่น่าห่วงจากข้อมูลเบื้องต้นคือ อัตราการเกิดน้อยลง แต่อัตราการตายเพิ่มขึ้น”
ในด้านลักษณะของครัวเรือนไทย พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน โดยขนาดครัวเรือนเฉลี่ยลดลงเหลือประมาณ 2.5 – 2.6 คนต่อครัวเรือน จากเดิมเมื่อ 45 ปีก่อนที่มีค่าเฉลี่ยสูงถึง 6 คนต่อครัวเรือน รูปแบบที่อยู่อาศัยเปลี่ยนไปเป็นครัวเรือนเดี่ยวและการอาศัยในอาคารชุดมากขึ้น ซึ่ง ดร.เอกพงษ์ ระบุว่า ตัวเลขเฉลี่ย 2 คนเศษ แสดงให้เห็นว่าบางครัวเรือนอาจมีผู้อยู่อาศัยเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ สาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมรับมือ

ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าวเสริมถึงประเด็นแรงงานและผู้สูงอายุว่า “เมื่อเราเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างชัดเจน เราจะทำอย่างไรให้เป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่เจ็บป่วย ในขณะเดียวกันตัวเลขของประชากรวัยทำงานก็ลดลงเพราะอัตราการเกิดน้อย ก็ต้องดูว่าจะต้องพูดถึงเรื่องการเกษียณอายุไหม เรื่องการพัฒนาทักษะในการทำงานของผู้สูงวัยไหม เพื่อไม่ให้อยู่บ้านอย่างเดียวดาย แต่ยังเอาความรู้ความสามารถมาช่วยประเทศชาติได้”
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 จะทำหน้าที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence for Action) ในการกำหนดนโยบายเร่งด่วน ทั้งด้านการขยายอายุเกษียณ การออกแบบเมืองและที่อยู่อาศัยแบบ Universal Design เพื่อรองรับทุกช่วงวัย รวมถึงการบริหารจัดการประชากรแฝงทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรและสาธารณูปโภคสอดคล้องกับจำนวนประชากรที่แท้จริงในแต่ละพื้นที่ต่อไป
